ราชทูตแห่งกรุงสยาม ประสบการณ์ของอดีตนักการทูตไทย
ในยุคบุกเบิก พ.ศ. 2424-2429
โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิต
หน้าที่สถานทูตดูแลจัดหาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ทั้งชุดใหญ่และชุดเล็กให้แก่นักดนตรี ตลอดจน ประทานค่าเบี้ยเลี้ยงให้แก่นักดนตรีทั้ง 19 นายด้วย
คณะดนตรีไทยได้เปิดการแสดงที่อัลเบิรต์ ฮอลล์ ในกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2428 ซึ่งเป็น การเปิดการแสดงด้วยวงมโหรี คณะดนตรีไทยได้บรรเลงอยู่ที่นั่นประมาณ 3 เดือนสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง และ ในวันว่างก็ได้รับงานไปบรรเลงนอกสถานที่ ในระหว่างนั้นทางราชสำนักอังกฤษก็ได้ขอให้คณะดนตรีไทย ไปบรรเลงถวายปรินซ์ ออฟ เวลส์ มกุฎราชกุมาร (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7) ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2428 และต่อมาในวันที่ 5 กรกฎาคม ก็ได้ไปบรรเลงถวายสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย ณ พราะราชวังฟดูร้อยชายทะเลในขณะที่ทรงแปรพระราชฐานไปประทับที่นั่น
เมื่องานแสดงมหกรรมได้สิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคมของปีนั้นแล้ว คณะดนตรีไทยก็ได้ตระเวนไป แสดงตามเมืองต่างๆ และได้ออกเดินทางกลับเมืองไทยในวันที่ 31 ธันวาคม 2428 ในระหว่างที่อยู่ใน อังกฤษ นักดนตรีไทยคนหนึ่งได้ป่วยลงและเสียชีวิตที่นั่นชื่อว่านายสังจีน ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2428 (วันที่ 9  มกราคม ค.ศ.1885)  เจ้านาย 4 พระองค์และข้าราชการสถานทูตอีก 7 คน ได้ร่วมกันลงชื่อ ในหนังสือถวายความเห็นว่าด้วยการจัดการเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการแผ่นดินต่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่
1. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศว์วรฤทธิ์ (กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์)
2. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต (กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา)
3. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ(สมเด็จกรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฎ์)
4. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤศฎางค์
5. นายนกแก้ว คชเสนี (บรรดาศักดิ์หลังสุดเป็นพระยามหาโยธา)
6. หลวงเดชนายเวร(สุ่น สาตราภัย) (บรรดาหลังสุดเป็นพระยาอภัยพินิจ)
7. นายบุศย์ เพ็ญกุล (บรรดาศักดิ์หลังสุดเป็นจมื่นไวยวรนาถ)
8. ขุนปฎิภาณพิจิตร(หรุ่น) (ถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2433)
9. หลวงวิเศษสาลี(นาค ณ ป้อมเพชร)(บรรดาศักดิ์หลังสุดเป็นพระยาไชยวิชิต
    สิทธิสาตรา)
10. นายเปลี่ยน หัสดิเสวี (บรรดาศักดิ์หลังสุดเป็นพราะยาชนินทรภักดี)
11. นายร้อยตรีสอาด สิงหเสรี (บรรดาศักดิ์หลังสุดเป็นพระยาสิงหเสนี)
เหตุที่เจ้านายและข้าราชการเหล่านี้ได้ร่วมกันกราบบังคมทูลถวายความเห็นแก่พระเจ้าอยู่หัวรัชการ ที่ 5 ดังกล่าวก็เนื่องมาจากจิตสำนึกในความปลอดภัยของบ้านเมืองในขณะนั้นซึ่งกำลังถูกคุกคามจากลัทธิ จักรวรรดินิยมที่แผ่ขยายไปถึงสยามประเทศ เจ้านายและข้าราชการที่ร่วมกันลงชื่อมีความเห็นพ้องต้องกัน ว่าการปกครองของไทยมีความล้าสมัย ไม่เข้มแข็งพอที่จะปกปักรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากอันตรายได้ จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองให้มีความทันสมัยเยี่ยงนานาอารยประเทศหนังสือกราบบังคม ทูลเริ่มด้วยการยืนยันในความรักชาติ บ้านเมืองและความจงรักภักดีต่อองค์ประมหากษัตริย์อันสูงสุดว่า "เป็นเวลาที่อันตรายจะมาถึงกรุงสยามได้ด้วยเหตุภัยต่างๆ แลซึ่งข้าพระพุทธเจ้าถือว่า ถ้ามิได้กราบบังคมทูลพระกรุณาตามรู้เห็นแล้ว ก็เป็นการขาดจากความกตัญญูและน้ำพระพิพัฒน์ทั้งความรักใคร่ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท แลทั้งพระราชอาณาเขตซึ่งเป็นของข้าพระพุทธเจ้าชาวสยามทั่วกันหมด"
จากนั้นก็ได้กราบบังคมทูลว่าชาติมหาอำนาจจักรวรรดินิยมสามารถที่จะอ้างเหตุความยุติธรรมในการ เข้ามาครอบครองชาติด้อยพัฒนาได้มากมายหลายประการ ซึ่งยากที่จะปฏิเสธว่าเป็นเหตุผลที่ไม่ชอบด้วย หลักการ อีกทั้งบรรดาประเทศเหล่านั้นก็ได้ความสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน ในทางตรงหรือในทางอ้อม ด้วยเหตุนี้สยามจึงจะมีการปกครองแบบเดิมต่อไปมิได้ เพราะเป็นการเปิด ช่องทางให้ประเทศมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งใช้อุบายทางใดทางหนึ่งเข้ามาครอบครองได้ในอนาคตอันไม่ไกลนัก
สำหรับวิธีแก้ไขสถานการณ์ก็อาจมีได้หลายวิธี เช่น วิธีการทางการทูตแบบ "หลิวลู่ลม" ซึ่งก็คงใช้ไม่ได้ผล นอกจากจะ "ซื้อเวลา" ออกไปได้บ้างเท่านั้น วิธีการต่อสู้ด้วยกำลังทหารก็ไม่สามารถจะเอาชนะชาติมหาอำนาจตะวันตกได้ และเมื่อรบแพ้ก็จะต้องสูญเสียมากมายตามแต่ประเทศผู้ชนะจะเรียกร้อง การทำให้สยามเป็นประเทศ "กันชน" ระหว่างมหาอำนาจก็จะไม่เกิดประโยชน์เพราะชาติมาหาอำนาจเขาไม่ขัดแย้งกัน ดังนั้นหากสยามอยู่ระหว่างกลาง ก็จะได้รับความเดือดร้อนจากประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ด้านและจะสูญเสียดินแดนไปเรื่อย อีกอย่างก็คือการเร่งสร้างความทันสมัยให้สยามมีสิ่งต่างๆ เหมือนกับประเทศในยุโรปเพื่อป้องกันมิให้ชาติอื่นยกเอาความล้าหลังเป็นข้ออ่างในการเจ้ามาครอบครองสำหรับประเด็นนี้ จะต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยเป็นเพียงการสร้างภาพเท่านั้น มิได้เป็นความเจริญที่รากฐาน จึงไม่สามารถยับยั้งหรือป้องกันอันตรายต่อความมั่นคงได้ ส่วนสนธิสัญญาต่างๆ ที่สยามได้ทำไว้กับนานาชาติก็เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงมิให้ต้องเสียเอกราชเฉพาะในเบื้องแรกเท่านั้น แต่ไม่เป็นหลักประกันเอกราชแต่อย่างใด การอำนวยให้ยังเกิดการค้าขายและการแสวงประโยชน์จองต่างชาติก็เช่นกัน ถึงจะทำให้ประเทศมหาอำนาจได้รับประโยชน์จากการนั้น หากก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งการแสวงหาประโยชน์ของต่างชาตินั้นไว้ได้แค่นั้น สุดท้ายก็คือการพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศที่ให้ความเคารพต่อเอกราชและอธิปไตยของนานาประเทศ ซึ่งก็จะทำไม่ได้เสมอไป เพราะกฎหมายดังกล่าวสร้างขึ้นมาเพื่อประเทศที่เจริญแล้วเท่านั้น มิได้มุ่งที่จะคุ้มครองประเทศเล็กๆ ที่ด้วยการพัฒนาแต่ประการใด
ในเมื่อวิธีการต่างๆ สำหรับการแก้ไขสถานการณ์มิอาจจะนำมาใช้ให้บังเกิดผลอย่างจริงจังได้ สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้มีความเหมาะสม ซึ่งหนังสือกราบบังคมทูลได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของระบอบการปกครองในขณะนั้นอย่างชัดเจน ดังมีจ้อความตอนหนึ่งว่า
"การปกครองอันนี้ก็ยังไม่เป็นประเพณีของบ้านเมืองอันประเสริฐ ฤาเป็นที่ยึดมั่นได้ว่าจะถาวรอยู่เสมอแต่เพียงเท่านี้ต่อไป เพราะการครอบครองอันนี้อยู่ใต้อุปมาเหมือนอุบะที่แขวนไว้ด้วยเชือกเส้นเดียว พวงอุบะที่อาศัยเชื่ออยู่นั้น ถ้ามีอันตรายเชือกขาดก็จะต้องตกถึงพื้น ถึงแก่ฟกช้ำเปลี่ยนแหลงรูปพรรณไปได้ต่างๆ ฤาบางทีทำลายยับเยินสิ้นทีเดียว ฉันใดการปกครองทุกวันนี้คิดด้วยเกล้าฯเห็นว่า ถ้าประดุจหนึ่งไม่มีพระองค์ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเป็นพระราชธุระในเวลาใดแล้ว การบ้านเมืองทุกอย่างก็ฟกช้ำระส่ำระสาย แลบางทีถึงจะให้เกิดจลาจลแก่บ้านเมืองได้ ผลประโยชน์การดีซึ่งได้สร้างได้ทำขึ้นไว้ ก็มีช่องที่จะอันตรธานสูญไปได้ ซึ่งสรุปลงว่าหากรัชกาลที่ 5 ทรงเห็นภัยอันตรายตามที่ได้กรบบังคมทูลมาแล้ว ก็หวังว่า "คงจะทรงพระราชดำริถึงทางเปลี่ยนแปลงที่จะให้ถาวรแลให้เป็นที่ปกครองรักษาความสุขความเจริญของข้าทูลละอองธุลีพระบาทราษฎรและบ้านเมือง"
หนังสือกราบบังคมทูลได้ระบุว่ากรุงสยามในขณะนั้น "ปราศจากแบบแผนแลกฎหมายที่เรียกว่า คอนสติติวชั่น ซึ่งประกอบไปด้วยสติปัญญาแลกำลังของราษฎร์เป็นการพร้อมเพรียงกันเป็นประมาณ ซึ่งเขานับกันว่ามียุติธรรมทั่วถึงกัน จะทำการสิ่งใดก็สำเร็จได้แน่จริง" ขณะเดียวกันก็กล่าวเรื่องจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า "การรักษากรุงสยามในทุวันนี้ไม่มีเสนาบดีแลเจ้าพนักงานกรมใดเอาใจใส่ในพนักงานหน้าที่ของตน มีผู้บำรุงรักษาแลคิดการแผ่นดินอยู่ก็แต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระองค์เดียว กับผู้ที่ได้ช่วยในราชการเป็นกำลังจริงก็แต่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการทั้งสิ้น"
 การที่มีเพียง 2 พระองค์รับผิดชอบการงานของประเทศก็จะไม่มีชาติใดเชื่อถือว่า "กรุงสยามจะมีความยุติธรรม แลบำรุงรักษาให้มีความเจริญแบเรียบร้อยไปได้" ด้วยเหตุนี้ "จึงต้องจำเป็นที่จะต้อง จัดการบำรุงบ้านเมือง ตามเขาเชื่อเขาถือทั่วกัน ว่าการบำรุงรักษาโดยทางที่จะให้ได้ยุติธรรม จะมีได้ก็ต้องอาศัยความพร้อมเพรียง ผู้ที่เป็นเสนาบดีก็เป็นผู้แทนราษฎรซึ่งเลือกมาต่อๆ ขึ้นไปเป็นชั้นๆ ทั้งต้องรับผิดชอบทั่วกันเหมือนอาศัยปัญญาแลความคิดความยุติธรรมจริงแน่แท้ และเจริญรุ่งเรืองได้ เหตุฉะนี้จึงจะต้องจัดการบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงพระราชประเพณีของเก่าให้เป็นประเพณี ฤาคอนสติติวชั่นใหม่ตามทางชาวยุโรป หรือให้ใกล้ทางยุโรปที่สุดที่จะเป็นไปได้
สำหรับรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นหนังสือกราบบังคมทูลได้ระบุว่ายังไม่จำเป็นถึงจะต้องมีการเลือกตั้งและรัฐสภา เพียงแต่ให้มีการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงใน 7 ประการคือ
  • ให้เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชวินิจฉัยราชการ แผ่นดินไปทุกเรื่องเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุขของชาติ แต่มิต้องทรงราชการด้วยพระองค์เอง
  • ให้มีคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทำหน้าที่บริหารประเทศโดยพระบรม ราชานุมัติ อีกทั้งมีกฎหมายว่าด้วยการสืบราชสันติวงศ์ที่ชัดเจน
  • ขจัดการติดสินบนข้าราชการ โดนให้เงินเดือนแก่ข้าราชการตามตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบ
  • ให้มีระบบกฎหมายที่ให้ความเสมอภาคและความยุติธรรมแกราษฎรทั้งมวล
  • ปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกการบรรดากฎหมายและขนบธรรมเนียมที่เป็นข้อกีดขวางการพัฒนา ประเทศหรือที่ไม่เป็นประโยชน์โดยแท้ แม้ว่าจะเป็นกฎหมายหรือขนบธรรมเนียมมาแต่โบราณกาลก็ตาม
  • ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะสำหรับราษฎรทั้งปวงและ
  • ให้มีระบบการแต่งตั้งข้าราชการให้ได้บุคคลที่เหมาะสมอีกทั้งมีการลงโทษแก่ผู้ที่กระทำผิด
การแก้ไขปรับปรุงดังกล่าวนี้จะทำให้ "ราษฎรมีความคิดรู้สึกตัวว่า การกดขี่และอยุติธรรมต่างๆ ไม่มีอีกต่อไปแล้วจึงจะมีความรักต่อบ้านเมือง จนเห็นชัดว่ากรุงสยามนั้นเป็นเมืองของราษฎร แลจะต้องบำรุงรักษาเพื่อให้ได้ความสุขความเจริญความยุติธรรมเป็นโสดเสมอทั่วหน้ากันหมด"
สำหรับผลที่จะตามมาก็คือ "เมื่อถึงเวลาศัตรูฤาภัยอันตรายจะมาถึงตนเข้าแล้ว ก็จะคิดช่วยป้องกันช่วยเจ็บร้อน"
ในที่สุดหนังสือกราบบังคมทูลฉบับดังกล่าวนี้ก็ยังได้ระบุปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่จะต้องเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมจะทำให้มีผู้เสียประโยชน์บ้างไม่มาก็น้อย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบบรรดาเจ้านายและข้าราชการผู้ร่วมกันทำหนังสือกราบบังคมทูลข้างต้นในเดือนพฤษภาคม ศกเดียวกัน พระราชดำรัสเริ่มด้วย "เราชอบใจอยู่ในการซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการของเราได้ไปเห็นการในประเทศอื่น แล้วระลึกถึงประเทศของตนปรารถนาที่จะป้องกันอันตราย และจะให้มีความยั่งยืนมั่นคงอยู่ในอำนาจอันเป็นอิสระภาพ" โดยทรงยอมรับว่าข้อปริวิตกในหนังสือกราบบังคมทูลมีความเป็นจริง ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงตระหนักในภัยอันตรายที่กล่าวถึงมานานแล้ว
รัชการที่ 5 ทรงกล่าวว่าพระราชประสงค์มีเพียง "อำนาจปานกลาง" เท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็นจะต้อง "บีบคั้นให้หันลงหาทางกลางเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินในยุโรป" และทรงอธิบายว่าการที่เสนาบดี ของไทยเรามีอำนาจมากก็เพราะเคยมีอำนายในการแต่งตั้งพระเจ้าแผ่นดินมาในสมัยก่อนๆ ต่อจากนั้น ก็ทรงอรรถาธิบายโครงสร้างของรัฐบาลในขณะนั้นว่าแต่เดิมมาอำนาจในการบริหารและในทางนิติบัญญัติ ได้รวมอยู่ในพระเจ้าแผ่นดินกับบรรดาเสนมบดี ในระยะแรกทรงเห็นว่าเสนาบดีหวงแหนอำนาจบริหาร ก็ทรงให้ความเอาใจใส่ต่อการนิติบัญญัติ คือการออกร่างกฎหมายต่างๆ เมื่อทรงมีพระราชอำนาจมากขึ้น ก็ต้องทรงให้ความเอาใจใส่ต่อการบริหารขณะที่งานในด้านนิติบัญญัติขาผู้ช่วยดูแลเอาใส่ เรื่องจากพระเจ้าแผ่นดินต้อง "รู้การตั้งแต่ใหญ่ลงไปจนเล็กทุกสิ่งทุกอย่าง" ดังนั้นจึงเป็นการเหลือกำลังที่จะดูแลได้ทั้ง 2 ด้านอย่างเต็มที่ แม้น "จะหาเวลาที่จะเขียนหนังสือให้ยาวๆ หน่อยหนึ่งก็ยากเป็นที่สุดอย่าว่าแต่จะทำกฎหมายเลย"
ดังนั้น "การต้องการในเมืองเราเวลานี้ ที่เป็นต้องการสำคัญนั้น คือคอเวอนเมนต์รีฟอร์ม หรือการปฏิรูประบบราชการ" ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งคือ "ผู้ทำกฎหมายให้เป็น ผู้สำหรับที่จะตริตรองตรวจการทุกสิ่งทุกอย่าง" ซึ่งปัญหาใหญ่ก็คือ "ด้วยทุกวันนี้จะหาผู้ที่ทำกฎหมายได้เกือบจะเรียนได้ว่าไม่มีเดียว ได้คิดที่จะทำกฎหมายอันใดอันหนึ่งหลายเรื่องหนักหนาแล้ว ไม่สำเร็จไปได้สักเรื่องหนึ่ง"
ถึงแม้ว่าหนังสือกราบบังคมทูลจากกรุงลอนดอนในปี พ.ศ. 2428 จะมีผลเร่งรัดให้มีการปฏิรูประบบราชการในปี 2435 (ค.ศ. 1892) ตลอดจนการจัดตั้ง "โรงเรียนมหาดเล็ก" เพื่อฝึกหัดคนเข้ารับราชการในระบบที่ได้รับการปฏิรูปแล้วในเวลาอีก 6-7 ปีต่อมา แต่ในขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คงจะทรงรู้สึกว่าเจ้านายและข้าราชการที่ได้เข้าชื่อกันทำหนังสือกราบบังคมทูลฉบับดังกล่าวมีความคิดที่ก้าวหน้าไปไกล อันเนื่องมาจากการที่ได้รู้ได้เห็นระบอบการปกครองในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา และในกลุ่มนี้ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับยุโรปมากกว่าผู้อื่น เพราะได้ประทับอยู่ในยุโรปมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปีตั้งแต่ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยลอนดอนจนที่สุดได้เป็นอัครราชทูต
ถึงแม้ว่าหนังสือกราบบังคมทูลจะเป็นความรู้สึกนึกคิดร่วมกันของบุคคลหลายคน แต่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์น่าจะมีบทบาทที่ชัดเจนกว่าบุคคลอื่นๆ
ภายหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าและข้าราชการที่ร่วมกันทำหนังสือ กราบบังคมทูลทยอยกันกลับสยาม ในปี พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1986) กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์พระองค์เจ้า โสณบัณทิต พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ และพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้เสด็จกลับมารับราชการในกรุงเทพฯ ทุกพระองค์
ในราชกาลที่ 5 กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ได้เลื่อนกรมเป็นกรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ และได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนครบาลและกระทรวงโยธาธิการตามลำดับ
 พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นสวัสดิวัตนวิศิษฎ์ และเป็นเสนาบดีกระทรวง ยุติธรรมในรัชกาลต่อมา กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ก็ทรงได้เลื่อนกรมเป็นกรมพระฯ ขณะที่กรมหมื่น สวัสดิวัตนวิศิษฎ์ได้ทรงเลื่อนกรมเป็นกรงหลวงและกรมพระตามลำดับ และในรัชกาลที่ 7 ได้รับ สถาปนาเป็นสมเด็จกรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์
 สำหรับข้าราชการนั้น นายนกแก้ว คชเสนี มีบรรดาศักดิ์หลังสุดเป็นพระนามหาโยธา หลวงเดชนายเวร(สุ่น สาตราภัย) เป็นพระยาอภัยพิพิธ รายบุศย์ เพ็ญกุล เป็นจมื่นไวยวรนาถ นายร้อยตรีสอาด สิงหเสนี เป็นพลตรี พระยาประสิทธิศัลยการอัครราชทูตสยามประจำกรุงลอนดอน และได้เป็นพระยาสิหเสนีสมุหเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีมา ส่วนหลวงวิเศษสาลี (นาค ณ ป้อมเพชร) เป็นพระอภัยพลภักดิ์ พระยาเพ็ชรชฎา และพระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา ผู้รักษากรุงศรีอยุธยา ขณะที่กัปตันเปลี่ยนหัสดิเสวี เป็นพระยาชนินทรภักดี ผู้ดูแลนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาสมัยรัชกาลที่ 6
พระองค์เจ้าปฎษฎางค์ทรงเป็นผู้เดียวที่ภายหลังย้ายกลับกรุงเทพฯ แล้วก็สิ้นสุดความรุ่งเรืองในชีวิตราชการ และได้ลาออกจากราชการไปทรงผนวชอยู่ที่ศรีลังกาตั้งแต่ในรัชการที่ 5
 ในปี พ.ศ. 2454 ได้เสด็จกลับเมืองไทยเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วได้ทรงลาสิกขา โดยดำรงพระชนมชีพอยู่ด้วยความยากจน จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ เมื่อต้นปี 2479(นับตามปฏิทินของปีในปัจจุบัน)