ผู้บันทึก
นายสิงโต วัฒนสมบัติ
เป็นมหาดเล็กอยู่ในวังบางขุนพรหมมาตั้งแต่อายุได้ 9 ปี จนถึง 26 ปี
นับว่า เป็นข้าในกรมที่ใกล้ชิดเป็นการส่วนพระองค์ทางหนึ่ง
ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ช่วยพันพุฒอนุราช เลขานุการส่วนพระองค์
สังกัดกรมวิเศษ กระทรวงมหาดไทย
ซึ่งมีหน้าที่จะต้องนำข้อราชการที่ค้างการ พิจารณาจากเสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย อันเป็นตำแหน่งของทูลกระหม่อมขณะนั้น กลับมาทรงงานต่อ
ที่วังบางขุนพรหม ผู้บันทึกซึ่งมีอายุ 23 ปี
ขณะนั้นจึงมีโอกาสได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดและทราบงานต่าง ๆ
ที่ทูลกระหม่อมทรงปฏิบัติในฐานะที่ทรงเป็นทั้งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยประธานองค์อภิรัฐมนตรี
ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและอื่น ๆ อีกด้วย |
| ผู้บันทึกนอกจากจะเป็นมหาดเล็กในวังบางขุนพรหมแล้ว
ได้เข้ารับการการในโรงเรียนทหารช่าง กรมจเรทหารช่าง กระทรวงกลาโหม
โดยมีพล.ต.ม.จ.ฉัตรมงคล โสณกุล ทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารช่าง
ขณะนั้นเมื่ออายุ ได้ 18 ปี เมื่ออายุได้ 20
ปีเศษได้ย้ายไปทำงานในกระทรวงมหาดไทยในกองเอกสาร หนังสือพิมพ์
กรมตำรวจภูบาล
มีหน้าที่ตัดข่าวและความเห็นบทความทางการเมืองจากหนังสือพิมพ์
ทุกฉบับเสนอทูลกระหม่อมบริพัตร เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวง โดยปฏิบัติงานหน้าที่นี้อยู่ 3 ปีเศษ
จึงมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น |
| นับว่าผู้บันทึกเป็นผู้ใกล้ชิดกับเหตุการณ์
ได้รู้ทั้งพระจริยวัตรของทูลกระหม่อมบริพัตรและทั้งอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าของวันที่
24 มิถุนายน 2475
ที่คณะผู้ก่อการอัญเชิญทูลกระหม่อมบริพัตรจากวังบางขุนพรหมไป |
วังบางขุนพรหม
ที่ดินวังบางขุนพรหมนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 5 ได้พระราชทานแก่พระมเหสีของพระองค์คือ
สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี (พระเจ้าน้องนางเธอ)
และสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
กับพระโอรส พระราชธิดาของพระองค์ด้วย |
 |
| บริเวณพื้นที่วังบางขุนพรหมมีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ
ด้านตะวันออกติดกับถนนจักรพงษ์ มีประตูใหญ่เป็นทางเข้าวังด้านนี้
ด้านตะวันตกติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา
มีตำหนักน้ำเป็นที่ประทับและที่บรรทมของทูลกระหม่อม
ด้านทิศใต้ติดกับถนนท่าเกษม
ด้านทิศเหนือติดกับวังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ (สกุลเทวกุล) |
| ด้านทิศใต้นับจากประตูวังบ้านหลังแรกเป็นบ้าน
ร.ท.หม่อมเจ้ารัตน์โนภาส และเป็นที่พักของกรมวัง
(ข้าราชการสำนักพระราชวัง) พักอาศัย ต่อไปก็เป็นบ้านของ
พ.ท.หม่อมเจ้าสมบูรณ์ฯ (สกุลเกษมสันต์)
ต่อไปเป็นบ้านพักของนายนราภิบาล เลขานุการส่วนพระองค์
ถัดไปเป็นเรือนแถวเป็นที่พักของพระพี่เลี้ยงนางนมและข้าราชบริพารฝ่ายใน
ส่วนทางทิศเหนือจากด้านติดกับแม่น้ำเจ้าพระยามีบ้านหม่อมเจ้าธาดาฯ
(สกุลกมลาส)
ต่อไปเป็นเรือนผักของข้าราชบริพารฝ่ายในทั้งหมดรวมถึงเรือนไม้ใหญ่เป็นที่เก็บสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆของในวัง
ต่อไปเป็นห้องเครื่องคาวหวาน ห้องกุ๊ก (ทำอาหารฝรั่ง)
จากนั้นเป็นโรงครัวใหญ่ประกอบอาหารรสำหรับเจ้านายในวังทั้งหมดพร้อมกับข้าราชบริพารอีกประมาณ
300 คน ทรงเลี้ยงดูทั้งหมด
หุงข้าวกะทะคนด้วยพายถัดไปด้านติดกำแพงวังเป็นบ้านพักของพันพุฒอนุราช
(ยิม โกมารกุล ณ นคร) เลขานุการส่วนพระองค์ด้านกรมเวรวิเศษ
กระทรวงมหาดไทย ตลอดแนวเป็นเรือนแถวพักของ ข้าราชบริพารฝ่ายหน้า
(ผู้ชาย) ไปจนติดกำแพงด้านถนนจักรพงษ์ |
| ทางประตูใหญ่เข้าด้านถนนจักรพงษ์
ถนนเป็นวงโค้งจดกับวงเวียนใหญ่ซึ่งเป็นวงเวียนกลมใหญ่ถึงท้องพระโรงของตัวตำหนักใหญ่
รอบวงเวียนด้านขวามือจะมีทหารมหาดเล็กตั้งกองรักษาการ
มีทหารมหาดเล็กประจำนายร้อย นายสิบ พลทหาร ประมาณ 30 คน
มีหน้าที่อยู่ยามประตูใหญ่ทางเข้า 1 คน หน้าที่อยู่ยามกองรักษาการ 1
คน ข้างกองรักษาการมีสระน้ำใหญ่ 2 ข้าง
โดยมีสะพานข้ามก่อนที่จะถึงวงเวียน |
| ตัวตำหนักใหญ่อยู่ระหว่างที่ดินของในวังบางขุนพรหม
ต่อจากตำหนักใหญ่มีอีกตำหนักหนึ่งเรียกว่า ตำหนักเล็ก
คือตึกเล็กกว่าตำหนักใหญ่สักเล็กน้อย
ตำหนักเล็กเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี
และกรมหลวงทิพย์รัตน์ฯ (น้า) และพระราชธิดาของทูลกระหม่อม เรียกว่า
ฝ่ายใน ตำหนัก 2 ตำหนักนี้มีสะพานเชื่อมถึงกันตลอด
ด้านหน้าของตำหนักเล็ก เรียกว่า ฝ่ายใน
หันหน้าตำหนักไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา (ที่ทำการธนาคารชาติเดี๋ยวนี้) |
| ทูลกระหม่อมบริพัตร |
| พระนามทรงกรมเต็มว่า "สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ
เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระสวรรค์วรพินิต"
(เป็นพระพี่ยาเธอของในหลวงรัชกาลที่ 7)
ทรงเป็นนักการเมืองที่เฉลียวฉลาด ปราดเปรื่องพระองค์หนึ่ง
ทั้งเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่ทรงขยันขันแข็ง
มีพระอุสาหะวิริยะและทรงหวังดีในการทำราชการให้แก่แผ่นดินและประเทศชาติดีเด่นเป็นอันมาก
โดยมิได้ทรงคิดถึงความเหน็ดเหนื่อยพระองค์แต่ประการใด
และพระองค์เป็นเจ้านายที่มีน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาแก่ประชาชนโดยทั่วๆไป
ควรจะถือได้ว่าทูลกระหม่อมเป็นผู้ที่มีความสามารถพระองค์หนึ่งในยุคระบบราชาธิปไตยที่ผ่านมาแล้ว
ทรงเป็นราชาแห่งสังคีตดนตรีทุกชนิด ทรงสีซอสามสายได้ไพเราะ
โดนเฉพาะทรงตีระนาดได้ยอดเยี่ยม
และยังเป็นนักกล้วยไม้บรรลือพระนามแห่งประเทศไทยสมันนั้น
ทรงมีความรู้ในการผสมกล้วยไม้ด้วยพระองค์เอง |
 |
|
| ก่อนประเทศไทยจะเปลี่ยนการปกครอง พ.ศ. 2475
ขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ
พระองค์นี้ทรงกำอำนาจสูงสุดในประเทศไทยรองจากในหลวงรัชกาลที่ 7
ในฐานะพระองค์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
เป็นประธานองค์อภิรัฐมนตรีอันประกอบด้วย อภิรัฐมนตรีอีก 5 พระองค์
คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระเจ้าพี่ยาเธอ
กรมพระจันทบุรีนฤนาท พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร
ประกอบทั้ง 5 พระองค์
เป็นองค์คณะอภิรัฐมนตรีรับเป็นผู้รักษาราชการแทนพระองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 |
| พระจริยวัตร |
| ทูลกระหม่อมบริพัตรพระองค์นี้
ทรงวิริยะขยันทำงานให้แก่ประเทศเป็นอันมากมิได้ทรงเห็นแก่ความ
เหน็ดเหนื่อยแต่ประการใด ทรงตื่นบรรทมก็ประมาณตี 5
ครึ่งแล้วก็ทรงระนาดหรือสีซอสามสายที่พระองค์ ทรงโปรดปรานประมาณ 1
ชั่วโมงแล้วก็เสวยพระกระยาหารเช้าก่อนเสด็จไปกระทรวงมหาดไทยเช่นนี้
เป็นประจำ เมื่อเวลา 08.30น. ก็เสด็จพระราชดำเนินมาถึงตำหนักใหญ่
ถึงท้องพระโรงซึ่งห่างกันกับ ตำหนักน้ำประมาณ 150 เมตร
เมื่อเสด็จถึงท้องพระโรงแล้ว บางวันมีประชาชนมาคอยเฝ้าโดยกิจการ
ต่างๆกันก่อนจะขึ้นรถพระที่นั่งเฟียตเปิดประทุน
ได้หน้าหม้อกลมๆเก่าแล้วด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาทิ้งกัน แล้ว
ทูลกระหม่อมบริพัตรท่านก็ทรงใช้ของท่านไปทำงานกระทรวงและไปงานอื่นๆอยู่เสมอทุกวันก่อน
เสด็จไปทรงงานและไปถึงกระทรวงจะต้องมีผู้มารอขอเข้าเฝ้าวันละประมาณ4-5รายเป็นประจำด้วยธุรกิจ
ต่างๆกัน |
| พระองค์ท่านก็ไม่เคยถือพระองค์หลีกเลี่ยงไม่ยอมเข้าเฝ้าหรือและการใดไม่
ทรงต้อนรับทุกคน เป็นอันดียิ่ง
ไม่ว่าผู้ที่มาเข้าเฝ้าจะมั่งมีดีจนอย่างไร
ทรงทักทายปราศรัยด้วยถ้อยคำที่ไพเราะเพราะพริ้ง
ตามพระราชอัธยาศัยน่าฟังที่สุดเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่เมื่อทรงรับสั่งกับแขกผู้ไปเฝ้านั้นไม่เคยทรงถือ
พระองค์เลยแม้แต่น้อย ผู้ไปเข้าเฝ้าบางรายก็ขอพระราชทานเงินบ้าง
ขอพระราชทานแหนบ เหรียญส่วน พระองค์บ้าง ถวายของบ้าง
ร้องทุกข์ต่างๆบ้าง คือมีหลายประการเหลือที่จะจดจำไว้ได้
ความวุ่นวายต่างๆที่มี
ประชาชนไปเฝ้านั้นบางครั้งก็น่าเห็นพระทัยเป็นอันมาก
และเสด็จไปทรงงานที่กระทรวงมหาดไทย 09.00 น.
ตรงเวลากลางวันเสด็จกลับวังเสวยพระกระยาหาร
บ่ายโมงก็เสด็จทรงงานอีกครั้งหนึ่งจนถึง เวลา 16.30 น.
เป็นประจำเว้นแต่จะมีงานพิธีหลวง หรืองานพระราชทานเพลิงศพ
พระองค์ก็เสด็จกลับ ก่อนเวลาบ้างเป็นบางครั้งบางคราว
เวลาเสด็จกลับเสวยกลางวันที่วังบางขุนพรหมก็ยังมีคนที่มีธุระปะปัง
ต่างๆขอเข้าเฝ้าอีก
เวลาบ่ายโมงบางวันขณะจะเสด็จกลับไปทรงงานอีกครั้งหนึ่งก็ยังมีผู้ไปรอเฝ้าพระองค์
อีกผู้เขียนเห็นว่าทรงเหน็ดเหนื่อยเป็นอันมากไม่ค่อยมีเวลาที่จะเป็นตัวของพระองค์เองเลยไม่มีเวลาที่
จะเสด็จไปทรงกีฬา หรือไปตากอากาศ บางแสน พัทยา
หัวหินเหมือนคนอื่นๆเลย ทรงรักงานหมกมุ่นการ
ทำงานของชาติเป็นที่สุดอย่างเดียว |
| ในเวลาเย็นถ้ามีเวลาทรงว่างงานสักเล็กน้อยโดยเฉพาะเวลาทรงเสวยมากด้วยแล้วก็มีพระทัยดีเป็น
พิเศษ มหาดเล็กรู้พระทัยตอนนี้โดยทั่วกัน
เพราะเป็นโอกาสขอพระราชทานเงินกันได้สะดวก หรือ
มหาดเล็กหลายคนรู้จังหวะก่อนเสด็จทรงสรงน้ำหรือเวลาทรงเสวยพระสุธารสตอนเย็นๆทรงโปรดเสวย
ชาจีน โดยใช้กาเล็กๆใส่ในถ้วยเล็กๆถวาย
ทุกวันจะต้องมีมีมหาดเล็กไปขอพระราชทานเงินกัน ถ้าหาก
มีงานออกร้านเช่น งานวังสราญรมย์ งานวัดเบญจฯ
ก็ทรงแจกเงินผู้ที่ได้ใกล้ชิดไปเที่ยวงานอยู่เสมอ
นี่แหละคือน้ำพระทัยของเจ้าฟ้าที่ไม่ถือพระองค์การขอพระราชทานเงินเปลี่ยนหนักกันแก่ก็ไม่ซ้ำหน้า
บ่อยนัก
ทูลกระหม่อมท่านก็ประทานทุกคนถ้าทรงโปรดมากหน่อยก็ประทานมากหน่อยเป็นธรรมดา
ทูลกระหม่อมทรงโปรดให้มหาดเล็กถวายอยู่งานนวดและถวายอยู่งานเหยียบสุดแต่จะโปรดเห็นว่าผู้ใดถนัดในทางใด
การที่ทรงให้มหาดเล็กนวดเหยียบพระองค์ท่าน
ก็แสดงว่าทูลกระหม่อมบริพัตรพระองค์นี้มิได้ถือพระองค์เลย |
| ภายหลังเสวยเสวยพระกระยาหารสองทุ่มแล้ว
บนตำหนักใหญ่จะประทับชั่วขณะหนึ่งทูลกระหม่อมบริพัตรจะต้องทรงงานที่พันพุฒอนุราช
(ยิมโกมารกุล ณ นคร)
เลขานุการส่วนพระองค์หอบข้าราชการงานของประเทศชาติทั่วพระราชอาณาจักร
โดยเฉพาะงานของกระทรวงมหาดไทยและงานในตำแหน่งอภิรัฐมนตรีมาที่วังเป็นจำนวนมาก
ทรงเซ็นหนังสือราชการ
ทรงรับสั่งให้บันทึกกิจการต่างๆแทบจะไม่มีเวลาทรงได้พักผ่อนก็ว่าได้
พันพุฒอนุราชเป็นผู้จดจากทูลกระหม่อมซึ่งทรงบอกจากพระโอษฐ์ในข้อราชการให้จดหรือหนังสือราชการโต้ตอบต่างๆโดยพระองค์เองทั้งสิ้น
ข้าพเจ้ากับพันพุฒอนุราชได้ช่วยกันเสอม
และทั้งสองคนก็ยังอดชมพระสติปัญญาของพระองค์ไม่ได้ว่าทรงมีพระปฏิภาณสูงยิ่ง
คือ การงานต่างๆทรงสั่งให้จดโดยไม่ต้องร่างเสียก่อน
ทูลกระหม่อมทรงรับสั่งเป็นคำบอกให้พันพุฒอนุราชจดจากพระกระแสรับสั่งจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง
เมื่อจดแล้วก็อ่านถวายให้พระองค์ฟัง
ขณะอ่านก็มิได้ทรงทักท้วงแก้ไขไปในตัวขณะนั้น
ทำความประหลาดใจมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งแก่ผู้รับใช้ใกล้ชิดโดยทั่วกันไปว่าทรงมีพระปฏิภาณดียิ่ง |
| การทรงงาน |
| ทรงเรื่อยไปอย่างไม่มีเวลาหยุดของพระองค์ท่านตลอดไปจนถึงเวลา
5 ทุมครึ่งถึง 6 ทุ่ม (เที่ยงคืน)
มหาดเล็กคอยรับใช้บางคนทนไม่ไหวหลับไปก็มีแล้วจึงได้เสด็จลงไปบรรทมที่ตำหนักน้ำเป็นประจำทุกวัน
พระองค์มิได้บรรทมที่ตำหนักใหญ่
แม้แต่วันหยุดพระองค์ท่านก็หาได้หยุดไม่ เพราะมีงานมากเหลือเกิน
ทั้งนี้ผู้เขียนก็ยังต้องตามเสด็จไปพร้อมด้วยมหาดเล็กคนอื่นๆอี 2
หรือ 3 คน เสมอเป็นประจำ
เวลาเสด็จไปตรวจราชการต่างจังหวัดโดยทางเรือก็ทรงปฏิบัติพระองค์ง่ายๆเช่นประทับนั่งที่โป๊ะ
สรงน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้โดยการตักใส่ถังถวาย
ไม่ใช่ทรงลงไปอาบในแม่น้ำกิจวัตรสำคัญที่สุดที่โปรดกระทำมากที่สุดก็คือ
ทรงทำบุญเลี้ยงพระ
ผู้เขียนกล้ารับรองว่าไม่มีผู้ใดและเจ้านายพระองค์อื่นๆในสมัยนั้นทำบุญ
ทำการกุศล มากกว่าวังบางขุนพรหม
นอกจากนั้นทูลกระหม่อมบริพัตรพระองค์นี้ทรงมีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ด้วย
ทรงเคยตั้งชื่อคน
ทรงพระราชทานฤกษ์การแต่งงานให้แก่ข้าราชการเป็นจำนวนมาก(อย่างเช่น
พ.อ.พระประศาสนพิทยายุทธ) เป็นต้น
และท่านก็ทรงแต่งงานให้ในวังบางขุนพรหมด้วย
และอีกหลายคนที่ได้เคยทรงแต่งงานให้ในวังฯทั้งสิ้น
ยิ่งกว่านั้นยังทรงพระกรุณาแก่บุคคลทั่วไปที่มีการจัดงานใหญ่ๆตามวังต่างๆและงานศพเจ้านายต่างๆและงานศพเจ้านายต่างๆก็มีผู้มาขอให้พระองค์
ทรงช่วยโดยทรงจัดให้มหาดเล็กของพระองค์ไปเลี้ยงน้ำร้อน
น้ำชาตามที่นั้นๆอยู่เสมอ
ถ้าจะกล่าวถึงน้ำพระทัยแล้วจะหาใครอื่นเปรียบเทียบได้ยาก |
| เหตุการณ์ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2475 |
| พิธีมหกรรมสมโภชน์พระนครประกอบกับงานฉลองสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่
6 เมษายน พ.ศ.2475 ผ่านพ้นไปแล้ว
ซึ่งมีข่าวลือกันหนาหูว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเช่นนั้น
เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีอะไรล้มเหลวไป
เหตุการณ์ต่างๆผ่านไปโดยสงบเรียบร้อย
เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นความเชื่อมั่นในเรื่องของรัฐบาลราชาธิปไตยนับว่าหมดความเชื่อถือในเหตุการณ์ลงไปอย่างมากจนเกือบไม่เชื่อเสียว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น |
| ก่อนเกิดเหตุต้นเดือนมิถุนายน 2475 และก่อนนั้นหลายครั้ง
ทูลกระหม่อมพระองค์ท่านก็ทราบจาก พล.ต.ท.พระยาอธิกรณ์ประกาศ
พ.ต.อ.พระพิจารณ์พลกิจ พล.ต.หม่อมเจ้าวงศ์นิรชร เทวกุล
เจ้ากรมตำรวจภูบาล พ.ต.หลวงเสนีย์รณยุทธ ร.อ.หม่อมเจ้าสุธวุฒิประวัติ
เทวกุลและข้าพเจ้า พร้อมด้วยพันพุฒอนุราช (ยิม โกมารกุล ณ นคร)
เลขานุการในพระองค์ฝ่ายมหาดไทยเคยได้พร้อมกันขึ้นกราบทูลพระองค์ท่านเพื่อทรงทราบว่าจะมีเหตุปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เหตุการณ์อันส่อแสดงผลหลายประการ อาทิเช่น
บทความต่างๆในหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งข้าพเจ้าได้ตัดไปถวายและบันทึกเสนอเป็นประจำนั้น
ก็แสดงว่ามีบทความยุยงส่งเสริมเกลี้ยกล่อมประชาชนอยู่เสมอ
แต่อย่างไรก็ดีทูลกระหม่อมท่านไม่ทรงเชื่ออยู่นั้นเอง
โดยข้าพเจ้าเข้าใจว่าพระองค์ท่านมีพระเคราะห์มาถึง
หรือกระทำให้ทรงสำคัญพระองค์ผิดไปว่าพระองค์มีผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่านก็เป็นได้
จึงเป็นเหตุให้พระองค์ไม่ทรงเชื่อถืออะไรทั้งสิ้น |
| ในการกราบทูลของข้าพเจ้าก็เคยได้บ่งชัดให้พระองค์ทรงทราบว่า
"จะมีเหตุ" เพราะข้าพเจ้าได้ทราบความจริงว่า
ได้มีการประชุมใหญ่ของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น
ได้มีการประชุมวางแผนอยู่ชั้นบนของภัตตาคารแห่งหนึ่ง คือ ภัตตาคาร
"ฮุ้นจุ้น" สี่กั๊กเสาชิงช้า ด้านหลังของกระทรวงกลาโหมนั่นเอง
การเปิดประชุมคราวนั้นมี พ.อ.พระยาฤทธิ์ อาคเนย์
พ.ท.พระประสาสนพิทยายุทธ และ พ.ต.หลวงพิบูลย์สงคราม ร่วมอยู่ด้วย
และเคยมีการประชุมที่บ้าน พ.อ.พระยาทรงสุรเดช
หลายครั้งที่ตำบลบางซื่อทั้งนี้อยู่ในการสะกดรอยของตำรวจภูบาลทุกระยะ
ซึ่งพล.ต.ท.พระยาอธิกรณ์ประกาศอธิบดีกรมตำรวจก็ได้เคยกราบทูลรายงานทุกระยะ
พร้อมทั้งบัญชีรายชื่อของคณะนายทหารกองทัพบก
พระองค์ก็ได้เคยมีโอกาสที่จะตรวจดูรายชื่อคณะปฏิวัติแล้วว่ามีใครบ้างแต่พระองค์ก็ยังไม่เชื่อสนิทนักว่าจะมีการจับกุมเจ้านายหลายพระองค์ตามทางสืบสวนของตำรวจสมัยนั้น
การไม่ทรงเชื่ออีกประการหนึ่งก็คือ
นายทหารเหล่านั้นพระองค์ทรงชุบเลี้ยงมาดีอยู่ดี
และบางคนพระองค์ทรงแต่งงานให้ในวังบางขุนพรหมเสียด้วย
อาจจะเป็นคราวเคราะห์ร้ายอย่างมากของพระองค์ก็เป็นได้
จึงทำให้ไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้นในการกราบทูลของผู้หวังดีของพระองค์
แต่กระนั้นเมื่อรายงานกราบทูลถึงเหตุอย่างแน่ชัดว่าจะมีการจับกุมเจ้านายกันจริงๆในเช้าตรู่วันที่
24 มิถุนายน 2475 พระองค์ก็ทราบก่อนที่อธิบดีกรมตำรวจเข้ารายงานว่า
ได้สั่งกำลังตำรวจเต็มอัตราออกปฏิบัติการทั่วพระนครแล้ว
แต่ตำรวจเหล่านั้นบางคนก็หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงผู้โดยสารรถลาก(รถเจ๊ก)
นั้นส่วนใหญ่เป็นนายทหารหนุ่มๆมาจากกองทัพบกที่นั่งรถลาก
ซึ่งบางคนเป็นผู้กิจการที่เป็นทหาร ที่เป็นพลเรือน นั่งรวมกัน |
| สมัยนั้นมีคนจีนเป็นคนลากรถ ลากปุเลงปุเลง
ไปสู่จดหมายปลายทางในที่ต่างๆกันในความเป็นจริงเมื่อพ้นเวลาราชการไปแล้วนายทหารเหล่านั้นก็ชุมนุมกันเล่นโปกเกอร์บ้าง
ทำให้บรรยากาศโดยทั่วไปสงบและแน่นิ่งเลยทีเดียว
แต่ใครจะรู้ว่าวาตภัยใหญ่มักจะเกิดขึ้นภายหลังคลื่นสงบ |
| มีสัญญาณบอกเหตุลางร้ายของทูลกระหม่อมชายอีกอย่าง กล่าวคือ
ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประมาณ 6 เดือน
ได้มีผึ้งหลวงรังใหญ่มากมาเกาะที่หน้าเพดานกันสาดของตำหนักเล็กอีกหลังหนึ่ง
ซึ่ง ตรงกับทางเสด็จพระราชดำเนินลงไปตำหนักท่าน้ำ
ชั้นล่างสุดเป็นห้องทรงพระอักษรของพระราชธิดา ของพระองค์
ผึ้งรังนี้เกาะอยู่จนมีเหตุการณ์ใหญ่โตขึ้นแก่วังบางขุนพรหมและบ้านเมืองเกิดขึ้นดังกล่าว
(เช่นเดียวกับลางร้ายบอกเหตุที่วังสวนผักกาด เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ
กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิ์พินิจ พระราชโอรสของทูลกระหม่อมสิ้นพระชนม์
ก็ได้มีผึ้งหลวงรังใหญ่ไปเกาะอยู่ที่ข้างบันไดทางตำหนักของ
พระองค์เช่นกัน ผึ้งหลวงรายนี้เกาะประมาณ 4 เดือนเท่านั้น)
สันนิษฐานว่าเป็นลางร้ายประการหนึ่ง
ไม่ช้าไม่นานนักเจ้าของวังก็สิ้นพระชนม์ |
| ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวถึงแผนการเริ่มต้นของคณะก่อการปฏิวัติ
ก่อนการเปลี่ยนแปลงอีกสักเล็กน้อย
ในขณะที่ยังหาหัวหน้ากลุ่มคณะทหารยังไม่ได้นั้น เพราะย่อมหาตัวคนยาก
อนึ่งเป็นการเสี่ยงอันตราย
อย่างยิ่งก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะหาใครเป็นหัวหน้าเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นยากมาก
ขณะที่ยังหาตัว ไม่ได้นั้นนายทหารผู้ใหญ่ได้กำหนดเอาไว้ คือ
พ.อ.พระยาศรีพิชัยสงคราม (เจริญ จันฉาย) เป็นหัวหน้า
ก่อนที่จะแจ้งให้เจ้าตัวได้ทราบ
ขณะนั้นพ.อ.พระยาศรีพิชัยสงครามก็เป็นนายทหารประจำพระองค์ของ
ทูลกระหม่อมอยู่ด้วย
เข้าใจว่าจะเป็นการง่ายต่อการวางแผนการณ์ได้ดีและย่อมเข้าใจว่าอย่างไรเสียก็
ต้องทราบการเคลื่อนไหวต่างๆของทูลกระหม่อมได้ดีกว่าคนอื่น |
| พ.อ.พระยาศรีพิชัยสงครามนายทหารช่างผู้นี้สำเร็จวิชาทหารช่างและทหารสื่อสารมาจากประเทศ
เยอรมันในสมัยเดียวกับ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
พ.อ.พระยาทรงสุรเดชเป็นนายทหารรุ่น เดียวกันสำเร็จมาพร้อมกัน
นอกจากนี้ยังมีความรู้พิเศษสามารถนำฟางข้าวมากลั่นเป็นแอลกอฮอล์
ได้อีกด้วย ตามวิธีการปกครองราชาธิปไตย
สมเด็จเจ้าฟ้าทุกพระองค์ที่ทรงกรมจะต้องมีนายทหาร
ประจำพระองค์เพื่อติดต่อราชการกับชาวต่างประเทศ เช่น
พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม เป็นนายทหาร
ประจำพระองค์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์ ส่วน
พ.อ.พระยาศรีพิชัยสงครามเป็นนายทหาร ประจำพระองค์ของทูลกระหม่อม
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจอยู่สมัยนั้นเป็นนายทหาร
ที่มีความจงรักภักดีต่อเจ้านายเป็นอันมาก จึงเป็นที่โปรดปรานเป็นที่ได้ไว้วางพระราชหฤทัยของทูล
กระหม่อมเป็นอย่างยิ่ง
เป็นนายทหารที่มีหน้าที่ต้อนรับชาวต่างชาติแทนพระองค์อยู่เสมอ
หากมีการ
ต้อนรับแขกผู้ใหญ่มาต่างประเทศก็เป็นหน้าที่ของนายทหารประจำพระองค์เป็นผู้ออกบัตรเชิญทูตานุฑูต
ประเทศต่างๆพร้อมทั้งจัดการเลี้ยวต้อนรับชาวต่างประเทศในวังบางขุนพรหมเป็นการส่วนพระองค์เสมอ
ทั้งนี้พระองค์มิได้เบิกเงินของราชการแผ่นดินแต่อย่างใดเลย
นายทหารผู้นี้จะต้องตรวจการโต๊ะ จัดที่นั่ง อันดับของแขก
และความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามต่างๆโดยข้าพเจ้าเป็นผู้ช่วย
พ.อ.พระยาศรีพิชัย
สงครามหากมีธุระอะไรเกี่ยวกับในวังท่านจะต้องติดต่อกับข้าพเจ้าก่อนเป็นคนแรก
เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้า อยู่ในวังบางขุนพรหมประการหนึ่ง
และข้าพเจ้าเคยทำงานมากับ พ.อ.พระยาศรีพิชัยสงครามอีกประการหนึ่ง |
| พ.อ.พระยาศรีพิชัยสงครามเคยบอกข้าพเจ้าว่า "มีพวกพลเรือน"
พวกหนึ่งหลายคนมาขอร้องให้ท่าน เป็นหัวหน้าปฏิวัติ
ในฐานะที่ข้าพเจ้าใกล้ชิดบอกข้าพเจ้าถึงสองครั้งว่า
"มีอ้ายพวกบ้าๆอะไรไม่รู้มันมา
ติดต่ออั้วเป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองจับทูลกระหม่อม"
โดยมันกล่าวว่า "อั้วใกล้ชิดช่วยวางแผนการ จับทูลกระหม่อม"
"อ้ายพวกนี้มันหาเรื่องคิดขบถ จะเอาอั้วไปเป็นหัวหน้า
อั้วไม่เล่นด้วย มันจะทำกันได้ อย่างไร อั้วรักเจ้านายท่าน
จะทำได้ลงหรือ"
ข้าพเจ้าเองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองได้อย่างไร
เพราะคิดว่าทูลกระหม่อมท่านเป็นผู้มีพระคุณแก่คนทั่วไปเป็นอันมาก
ทรงรักทหาร ทรงรักงานของแผ่นดิน และก็ทรงเป็นประธานอภิรัฐมนตรีด้วย |
| เมื่อพ.อ.พระยาศรีพิชัยสงครามได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึง 2 ครั้ง
ข้าพเจ้าก็อดทนรนไม่ได้ ขณะนั้นถือว่า เป็นความลับก็ได้
ครั้งที่ข้าพเจ้าได้คิดพิจารณาไตร่ตรองอยู่หลายวันตามความที่ได้ทราบมาจาก พ.อ.
พระยาศรีพิชัยสงคราม
จึงได้กราบทูลทูลกระหม่อมทรงทราบทุกประการประกอบกับได้สืบสวนมาจาก
กรมตำรวจภูบาลด้วยโดยละเอียดขณะนั้นข้าพเจ้ายังหนุ่มมีอายุเพียง 23
ปีเท่านั้น จึงรู้สึกเกรงกลัว
กันที่เอาเรื่องการบ้านการเมืองไปกราบทูล
โดยคิดเกรงว่าเป็นเด็กกราบทูลเรื่องใหญ่แก่เจ้าฟ้า
เจ้าแผ่นดินเช่นนี้ ท่านรับสั่งแก่ข้าพเจ้า
"เด็กบ้าแกรู้เรื่องการบ้านการเมืองมากไปเสียแล้ว" "ไม่เชื่อ"
หลังจากที่ข้าพเจ้ากราบทูลแล้ว ต่อมา
พ.อ.พระยาศรีพิชัยสงครามจะได้กราบทูลหรือไม่ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ |
| ในตอนดึกของวันที่ 23 มิถุนายน 2475
รถเจ๊กบางคันมีผู้โดยสารเป็นพลเรือนล้วนปะปนกันโดยมาก ไม่ได้นอน
แสดงกิริยาอาการเมาโอกอาก เมาดิบก็มี
หรือดื่มสุราแล้วย้อมหัวใจให้เกิดความกล้าเกิดขึ้น ไปตลอดทาง
ซึ่งเป็นเวลาที่ฤดูร้อนจัดย่างกรายเข้ามาแทนที่ความอบอุ่นแล้ว
บุคคลสำคัญๆนับตั้งแต่ใน หลวงรัชกาลที่ 7
ลงมาตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เสนาบดีหลายกระทรวงจึงตามเสด็จแปรพระราชฐาน
ไปหัวหิน สถานที่ตากอากาศ ทางฝ่ายทหารก็ดูเหมือนจะมีแต่
พล.ต.พระยาเสนาสงคราม(ม.ร.ว.อี๋ นพวงศ์ ณ
อยุธยา)ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการกองพล 1 ซึ่งเป็นผู้ที่มีรูปร่างเล็ก
แต่เสียงดัง กล้าหาญ เดินดังอยู่แต่
ผู้เดียวที่เฝ้าอยู่ทางกองทัพบกในกระทรวงกลาโหม
และดูแลถึงกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ตั้งอยู่ หน้าวัดโพธิ์ |
| นายพลผู้นี้ภายหลังการจับกุมเจ้านายไปหลายพระองค์แล้ว
คณะทหารโดยการนำของ ร.ท.ขุนศรีศรา กรได้ไปทำการจับกุม
ปรากฏว่าการจับกุมนายพลผู้นี้ได้มีการต่อสู้กันบ้างในชั้นแรก
ร.ท.ขุนศรีศรากร ถึงกับยิงเอาจนได้รับบาดเจ็บไม่ถึงแก่ชีวิต
มีข่าวว่าในระหว่างนั้นที่ วังไกลกังวล หัวหิน ก็ได้มีการทดลอง
ใช้ปืนกลหนักใหม่เอี่ยม ซึ่งสั่งมาจากประเทศเชกโกสโลวาเกีย
มีการทดลองอยู่ 4 กระบอกที่ริมหาดทราย หน้าพระที่นั้งไกลกังวล
ซึ่งในหลวงและเสนาบดีแม่ทัพต่าง ๆ ที่ตามเสด็จออกไปตรวจทดลองการใช้
กระสุนจริงที่ชายหาด |
| ทูลกระหม่อมบริพัตร ซึ่งเฝ้าโยงรับภารกิจทางกรุงเทพฯ
อยู่จะต้องทรงรับงานในพระราชภารกิจของ
ในหลวงเป็นงานซึ่งกองพะเนินเทินทึกมากทีเดียว เพราะงานมาจาก
ทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่บรรทุก รถมาจากหลายแห่งมายังวังบางขุนพรหม
เพื่อรอการทรงพระวินิจฉัยและสั่งการออกไปทั่วพระราช อาณาจักร
แต่แม้จะเป็นงานล้นพระหัตถ์เพียงใด
ทูลกระหม่อมก็ต้องทรงรับไว้ปฏิบัติแต่พระองค์เดียว
ยิ่งกว่านั้นยังทรงหาเวลาไปยังสิ่งที่ทรงโปรด คือ
เล่นกล้วยไม้และวงเครื่องสายของพระองค์ และยัง
ทรงหาโอกาสบรรเลงซอสายสายเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ที่ห้องบรรทมของพระองค์ที่ตำหนักน้ำ
เป็นสิ่งที่โปรด อยู่จนถึงคืนวันที่ 23 มิถุนายน 2475
อันเป็นราตรีสุดท้ายแห่งราชาธิปไตยในกรุงสยามจะดับสูญ |
| ในคืนวันที่ 23 หลังจากได้เสวยพระกระยาหาร ค่ำบนตำหนังใหญ่แล้ว
โดยปกติก็ประทับชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ทรงรับสั่งให้พันพุฒอนุราช
เลขานุการ กรมเวรวิเศษ เอาหนังสือราชการต่าง ๆ เข้าไปถวายแล้ว
ก็เริ่มทรงงานอันพิลึกพิเรอเกวียนตลอดจนกระทั่ง 6 ทุ่มเศษ (สองยาม)
จึงจะได้เสด็จลงไปเพื่อบรรทม ที่ตำหนักน้ำ |
| งานนั้นเป็นงานด่วนทั้งสิ้นที่เจ้าหน้าที่จะต้องมารับพระวินิจฉัยสั่งการแจกจ่ายไปยังกระทรวงต่าง
ๆ และผ่านไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
เมื่อพระองค์เสด็จลงมาจากที่ประทับทรงพระอักษรแล้วเหมือน
จะเป็นลางสังหรณ์ ได้ทรงพระดำเนินผ่านห้องต่าง ๆ ยังมีแสงไฟสว่างอยู่
เพราะบางคนยังไม่เข้าหลับนอน
ตามปกติจนกว่าทูลกระหม่อมจะเสด็จลงไปตำหนักน้ำเรียบร้อยเสียก่อน
และในราตรีนี้ก็เป็นอีกราตรี
หนึ่งที่อากาศช่างร้อนอบอ้าวเสียนี่กระไร
ทูลกระหม่อมเสด็จไปบรรทมที่ตำหนักน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ซึ่งเป็นที่มีอากาศปลอดโปร่งและลมพัดเฉี่อยฉิว |
| เมื่อเสด็จลงจากตำหนักใหญ่
ยังรับสั่งกับมหาดเล็กผู้เสด็จตามลงร่วมกับข้าพเจ้าด้วยว่า
"ได้ยินว่า เขาจะมาจับเจ้า เรื่องบัญน้ำบัญชีหรือโกงอะไรหรือ"
มหาดเล็กที่ตามเสด็จลงมาจากตำหนักใหญ่ 4 คน
ในคืนวันนั้นมองดูที่พระพักตร์ของพระองค์ด้วยความงงงัน
ดดยทูลตอบจากมหาดเล็กอวุโสคนหนึ่งว่า
"ใครจะมาจับเจ้านายได้ในสมัยราชาธิปไตย" เช่นนี้
ส่วนข้าพเจ้าได้ทราบข่าวมาก็ได้เคยกราบทูลไว้ หลายครั้ง
อย่างเช่นที่พระองค์รับสั่งแต่ก็มิได้กราบทูลประการใดในขณะนั้น
ข้าพเจ้าและมหาดเล็กอีก 3 คน
คิดพยายามที่จะฟังกระแสรับสั่งอธิบายต่อไปจากพระองค์ท่าน
แต่พระองค์ท่านก็มิได้รับสั่งอะไร ออกมาอีก
นอกจากจะทรงพระดำเนินเรื่อย ๆ
ไปจนถึงตำหนักน้ำที่ประทับบรรทมของพระองค์ |
| สายลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยา
ทางฝ่ายวังบางขุนพรหมซึ่งอยู่ตรงข้ามกับตำบลบ้านปูน
(โรงงานสุราบางยี่ขันเดี๋ยวนี้) ลมพัดอยู่ระรื่น
และลมเย็นในตอนดึกสงัดและจะพัดกระโชกเป็นครั้งคราว |
| แสงไฟจากตำหนักใหญ่ที่ประทับของพระชายาและของพระโอรส ธิดา
ก็เริ่มดับลงเป็นหย่อม ๆ เมื่อทูลกระหม่อมเสด็จถึง
ขึ้นห้องบรรทมของตำหนักน้ำแล้ว บรรดามหาดเล็ก
ก็จะต้องนอนหลับข้างล่างเช่นเคย ไม่นานนักบนตำหนักน้ำไฟฟ้าก็ดับลง
แสดงว่าได้บรรทมแล้ว |
| สมัยนั้นเรือรบหลวงบางลำก็ทอดสมออยู่ทีกลางแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ห่างจากตำหนักน้ำเท่าใดนัก
ประมาณ 50 เมตรเท่านั้น และมีเรือกลไฟเล็กๆ อยู่ข้างๆ
เรือลำใหญ่เพื่อช้ำลำเลียงนายทหารเรือข้ามฟากมาที่ท่าน้ำเกษมข้างบ้าน
พล.อ.เจ้าพระยารามราฆพ |
| ดาวคืนสุดท้ายทีวังบางขุนพรหม |
| กล่าวว่าเบื้องหลังของเหตุการณ์ปฏิวัติซึ่งเริ่มแต่รุ่งอรุณของวันที่
24 มิถุนายน 2475 เวลาประมาณ 05.00 น.
ข้าพเจ้านอนที่ตำหนักน้ำที่บรรทมของทูลกระหม่อมและมีมหาดเล็กคนอื่นอีก
3 คน รุ่งเช้า วันนั้นมีนายตำรวจหลายคน อาทิ
พล.ต.ท.พระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ พ.ต.อ.พระพิจารณ์พลกิจ
พล.ต.หม่อมเจ้าวงศ์นิรชร เทวกุล เจ้ากรมตำรวจภูบาล และ
น.อ.พระยาศราภัยพิพัฒน์ นายทหารเรือเคยเป็นนายธงของทูลกระหม่อม
ได้ปลุกข้าพเจ้าให้ปลุกบรรทมของทูลกระหม่อม
ซึ่งประทับอยู่ชั้นบนของตำหนักน้ำ
สักครู่ก็ปลุกบรรทมตื่นก็ได้เสด็จลงมาประทับคุยกับนายตำรวจ
และขณะนั้น พล.ต.ท.พระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ
ก็ได้กราบทูลว่าจะมีทหารมาจับกุมพระองค์ พระองค์ก็ทรงพระสรวลเฉย ๆ
แสดงว่าน้ำพระทัยของพระองค์ดีมาก
นายตำรวจพร้อมกับพระยาศราภัยพิพัฒน์ก็กราบทูลว่า
ขอให้เสด็จลงเรือกลไฟซึ่งจอดรออยู่ก่อนแล้ว
ไม่ทราบว่าผู้ใดจัดมาในเช้าวันนันคล้ายกับรู้เหตุการณ์ดีมาตลอดแล้ว
ขณะนั้นพระองค์ก็ทรงประทับเฉยเสีย โดยรับสั่งว่า
"จะดูว่าเขาจะทำอะไรฉัน
ฉันก็เป็นทหารและก็เคยทำคุณให้แก่ข้าราชการมาแล้วเป็นอันมากเมื่อเขาจะมาจับจริงก็ต้องรับหน้าเขา
ไม่ต้องให้ฉันหนีโดยเรื่อกลไฟที่จอดรอ ให้เรือเขาไปได้ "
เมื่อทรงรับสั่งขาดคำ ก็ได้ยินเสียงปืนยิงทางหน้าวังดังสนั่นหวั่นไหว
โดยเข้าใจว่าคงจะเป็นปืนกลจากรถถัง และปืนเล็กยาว ได้ยินเป็นชุด ๆ
ถนัดถนี่มากการยิงปืนเข้าไปตังแต่หน้าประตูวังนั้นเห็นจะเป็นการยิงขึ้นฟ้าขู่มากกว่า
ได้ยินเสียงปืนดังติด ๆ กันจนใกล้จะถึงหน้าตำหนักใหญ่
คือที่วงเวียนหน้าตำหนักใหญ่
พร้อมกับเข้ายึดกองรักษาการณ์ทีประจำอยู่ในวัง |
| แต่อย่างไรไม่ปรกฎ คณะทหารที่เข้าไปนั้น
หาทราบที่บรรทมของทูลกระหม่อมว่าทรงบรรทมแห่งใด
เมื่อถึงท้องพระโรงแล้วก็ยึดปืนเล็กยาวที่ทหารรักษาการณ์ (ยาม)
ที่ท้องพระโรงไว้ และถามว่าทูลกระหม่อมท่านบรรทมที่ไหน
(พลยามเล่าให้ฟังภายหลัง) |
| ดังนั้น เมื่อได้รับคำตอบจากทหารยามแล้ว
กลุ่มคณะทหารก็กรูกันไปที่ตำหนักน้ำ โดยมี พ.ท.พระประสาสนพิทยายุทธ
เป็นผู้นำ มีประมาณ 20 คนเศษ
ส่วนรถถังคงจอดอยู่ที่วงเวียนหน้าตำหนักใหญ่
อาจจะไม่รู้ว่าทางต้องอ้อมไปตำหนักน้ำทางใดก็เป็นได้ |
| เมื่อพ.ท.พระประสาสน์พิทยายุทธ ก้าวขึ้นสะพานท่าน้ำ
ซึ่งมีระยะห่างจากตัวตำหนักน้ำประมาณ 10 เมตร
ขณะเดียวกันนั้นทูลกระหม่อมทรงสนับเพลา (กางเกง) นอน
ทรงฉลองพระองค์บางสีขาวคงเป็นชุดนอนก็ทรงเสด็จมาที่กลางสะพานท่าน้ำนั้น
พ.ท.พระประสาสน์ฯ ถึงกลางสะพานท่าน้ำพอดี อยู่ห่างพระองค์ประมาณ 3
เมตร คณะทหารติดตามอยู่ห่าง ๆ กันระยะ 1,2,3 เมตรบ้าง
ทหารอยู่ในลักษณะยกปืนเฉลียงด้านหน้า
พานท้ายปืนอยู่ด้านขวาปลายกระบอกปืนอยู่เฉลียงไปทางด้านซ้ายมิได้แสดงท่าทางในทางเตรียมยิงแต่อย่างใด
นอกจากพ.ท.พระประสาสน์ฯ
ถวายความเคารพโดยวันทยหัตถ์อยู่ใกล้พระองค์นั้น
ในท่าวันทยหัตถ์มือสั่นเทา และได้กราบทูล
ทูลกระหม่อมที่ทรงประทับยืนจ้องหน้าอยู่นั้น ปากสั่น กราบทูลว่า
"ขอเชิญเสด็จไปประชุมทีพระที่นั่งอนันตฯ ซึ่งขณะนี้มีทหาร พลเรือน
รออยู่พร้อมแล้ว" เมื่อกราบทูลขาดคำทูลกระหม่อมก็รับสั่งสวนขึ้นว่า
"ตาวันแกทำอะไรกัน แกจะเอาฉันไปทำไม เรื่องอะไร
หรือแกหาว่าฉันโกงอะไรหรือ" ในที่สุดพ.ท.พระประสาสน์ฯ
ก็กราบทูลอีกว่า "มิได้พะยะค่ะ เพียงแต่ทูลเชิญให้ไปประชุมเดี๋ยวนี้
ที่พระที่นั้งอนันต์ฯ เท่านั้น" และขอให้เสด็จไปโดยเร็ว ๆ ด้วย
คำพูดของ พ.ท.พระประสาสน์ฯ
ขณะกราบทูลนั้นไม่ค่อยจะได้ความเพราะปากสั่นอยู่ตลอดเวลา
เห็นจะเป็นด้วยตกประหม่าก็เป็นได้
หรือไม่ก็คงนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้เคยทรงแต่งงานให้ในวังบางขุนพรหมขึ้นมาในขณะนั้นก็เป็นได้
จึงกราบทูลเสียงสั่นและไม่ชัดถ้อยชัดคำเลย |
| ส่วนนายทหาร นายสิบ พลทหาร คนอื่น ๆ ก็ทำท่าระวัง ทรงเฉย ๆ
อยู่ปกติ แล้วทูลกระหม่อมก็ทรงพระสรวลอย่างพระทัยเย็นมาก
มิได้แสดงการสะทกสะท้านหรือท่าทรงตกพระทัยแต่อย่างใดเลย
ทรงเป็นชายชาติทหารแท้ ๆ ข้าพเจ้าและมหาเล็กถึงกับน้ำตาไหล
ในขณะเดียวกันทุกคนก็ประทับปืน นั่งยอง ๆ เตรียมยิงและฟังรับสั่ง
คือจะยิงต่อสู้อยู่แล้ว ขณะที่พ.ท.พระประสาสน์ฯ กราบทูลนั้น
แต่ทรงกำชับไว้ก่อน
พ.ท.พระประสาสน์ฯถวายความเคารพทำวันทยหัตถ์แล้วว่า
"แกอย่าทำอะไรเขานะ"
ส่วนนายตำรวจที่ไปกราบทูลเรื่องราวก่อนนั้นเพียงแต่เอาปืนพกออกมาถือไว้เท่านั้น
นับว่าเดชะบุญอยู่มากในกลุ่มคนทั้งหมดรวมทั้งทูลกระหม่อมด้วยเพียงไม่รับสั่ง
"แกอย่าทำอะไรเขา" เท่านั้นทำให้บรรยากาศโดยทั่วไปสงบเงียบ
มิฉะนั้นต้องตายกันและเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันนั้นต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน
หรือไม่ก็ต้องมีการนองเลือดอย่างไม่มีปัญหา |
| อีกประการหนึ่งเพียงแต่ทูลกระหม่อมรับสั่งว่า "ฉันจะไปเรือกลไฟ
จะไปกรมมหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ตั้งอยู่หน้าวัดโพธิ์ขณะนั้นก็จะต้องเกิดเหตุการณ์ใหญ่ต่อสู้กันขึ้นอย่างไม่มีปัญหา
แน่นอนเหลือเกินที่จะต้องเสด็จถึงกรมทหารมหาดเล็กที่หน้าวัดโพธิ์ก่อนคณะมหารจะไปถึงวังบางขุนพรหมเสียด้วยซ้ำไป
ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า
ทูลกระหม่อมพระองค์เดียวที่ทำให้เปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จสมความประสงค์ของคณะราษฎร์
ทูลกระหม่อมน้ำพระทัยทรงเปี่ยมไปด้วยความรักราษฏร ประชาชนทั่ว ๆ
ไปอยู่เป็นเดิมพันอยู่แล้วจึงมิได้มีเหตุการณือะไรร้ายแรงเกิดขึ้นถึงกับนองเลือดในวันนั้น
พระบุญคุณอันนี้
ไม่มีผู้ใดมองเห็นว่าจุดใหญ่อยู่ที่พระองค์ท่านพระองค์เดียวแท้ ๆ |
| เมื่อตอนที่ พ.ท.พระประสาสน์ฯ
กราบทูลและทรงรับปากว่าจะไปพระที่นั่งอนันต์ฯ ตามคำกราบทูลเชิญ
โดยดีแล้ว ทันใดนั้นพระประสาสน์ฯ ก็ยิ้มออก
ลงกราบแทบพระบาทของพระองค์
แล้วก็เป็นอันเสด็จพระราชดำเนินไปตามทางขึ้นตำหนักใหญ่ผ่านตำหนักใหญ่ก็ลงทางหน้าท้องพระโรง
เสด็จเรื่อย ๆ ไปจนถึงรถถัง (ข้าพเจ้าขอเรียกว่า รถถังมหาภัย)
เมื่อเสด็จถึงรถถังแล้วทรงพระดำริอย่างไร
ในพระทัยขึ้นจึงได้ทรงรับสั่งแก่พระประสาสน์ฯ ที่เดินตามเสด็จใกล้ๆ
พระองค์นั้นว่า "ตาวัน ให้ฉันขึ้นไปแต่งตัวเสียหน่อยได้ไหม"
พ.ท.พระประสาสน์ฯ กราบทูลทันทีว่า "ไม่ได้พะยะค่ะ" เพราะมีทหาร
พลเรือน เตรียมพร้อมรอคอยแต่ใต้ฝ่าพระบาทไปประชุดโดยเร็ว
ขอเชิญเสด็จขึ้นรถถังคันนี้
(รถถังจอดอยู่วงเวียนใหญ่กลางทางระหว่างกลางถนน)
ทรงประทับยืนสักครู่ก่อนขึ้นรถถังทรงรับสั่งอีกว่า "ตาวัน
อย่างนั้นแกยิงฉันให้ตาย เอาไหมละ" "เอาซิ ยิงฉัน" พระประสาสน์ฯ
กราบทูลทันทีว่า "ทำเช่นนั้นไม่ได้พะยะค่ะ"
ส่วนเครื่องแต่งพระองค์จะให้มหาดเล็กเอาไปถวายที่พระที่นั่งอนันต์ฯ
เป็นอันว่าเสด็จขึ้นรถถังกับพลขับ ส่วนพระประสาสน์ฯ
นั่งไปอีกคันหนึ่ง ความเป็นจริงก็ได้ถวายความเคารพอยู่มาก คือ
คณะทหารไม่แสดงว่าจับกุมพระองค์แต่อย่างใด แสดงสะทกสะท้านมาก |
| เมื่อออกไปจากวังบางขุนพรหมแล้ว
ก็มีมหาดเล็กหลายคนได้เอารถตาเสด็จไปด้วยแต่เข้าไม่ได้ถึงที่ประทับพระที่นั่งอนันต์ฯ
โดยไปสะดุดหยุดลงเสียที่พลทหารเรือในเครื่องแบบสนามถืออาวุธปืนครบมือเข้าแถวเรียงหนึ่งเป็นหน้ากระดานตั้งแต่หัวมุมหน้าวังปารุสกวันระยะ
1 เมตรยาวไปถึงหัวมุมสนามเสือป่าซึ่งขณะนั้นเป็นบ้านนรสิงห์
(ที่มีไฟสัญญาณจราจรเดี๋ยวเนี้) |
| ข้าพเจ้ากำลังหนุ่มคะนองก็อดหลุดปากไปไม่ได้ว่า "เอ๊ะ
ทหารพวกนี้จับทูล กระหม่อมของฉันไปทำไม"
ทันใดนั้นทหารเรือที่ตั้งแถวอยู่นั้น ขู่ว่า "แกว่าอะไรนะ
อย่าเข้ามายุ่งนะ เดี๋ยวยิงตายเปล่า" |
| พบความเศร้าหนัก |
| ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น
ข้าพเจ้าเมื่อได้รับการขู่จากพลทหารเรือที่ตั้งแถวขึงพืดอยู่หน้าพระที่นั่งอนันต์ฯ
"จะยิงตายเปล่า" นั้น ก็ได้กลับวังบางขุนพรหม (เหมือนกลับบ้าน)
พอรถเข้าประตูวังเท่านั้นก็พบเห็นแต่ทุกคนร้องไห้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก
ผู้ใหญ่ ผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ คนเฒ่า มีความเศร้าอยู่ในใจทุกคน
การร้องไห้ของคนในวังในวันนั้น นอกจากข้าราชบริพารที่อยู่ในวัง
คือเป็นข้าในกรม ก็ยังมีทหารในกองรักษาการร้องไห้ไปกับเขาด้วยไม่ได้
เป็นอันว่าในเช้าวันนั้นรับประทานอาหารไม่ได้เสียแล้ว |
| เมื่อข้าพเจ้าไม่สามารถจะพูดกับผู้ใดในวังวันนั้นได้
ข้าพเจ้าก็แต่งตัวเพื่อไปทำงานที่กรมตำรวจภูบาล ท่าเตียน ตามปกติ
พอไปถึงโดยเฉพาะตำรวจภูบาลก็โจษจันกันต่าง ๆ นา ๆ
เพราะทุกคนก็ยังไม่ทราบต้นสายปลายเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองกระจ่างแจ้งนั้กในวันนั้นก็ได้เปิดประชุมนายตำรวจเท่าที่มีอยู่ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป
ผลที่สุดก็ได้พากันไปที่วังเทเวศร์ฯ
ซึ่งเป็นที่ประทับของพล.ต.หม่อมเจ้าวงศ์นิรชร เทวกุล
เจ้ากรมตำรวจภูบาล
เมื่อทุกคนไปพร้อมกันแล้วก็ยังไม่มีการตกลงว่าจะปฏิบัติการอย่างไรในเรื่องที่ทูลกระหม่อมกรมพระนครสวรรค์วรพินิต
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ถูกทหารจับไป
ข่าวภายนอกก็มีข่าวว่าจะจับเจ้านายกันอีกหลายพระองค์
ที่มีพระองค์อยู่ในกรุงเทพฯ
สักครู่หนึ่งก็ได้ข่าวจากนายตำรวจภูบาลที่ไปในวังเทเวศร์ฯ
คนสุดท้ายบอกแก่พวกเราว่าทหารจะมาจับกุมตัวเจ้ากรงตำรวจภูบาลด้วยคนหนึ่ง
ในทันใดนั้น ร.ต.ท.ขุนสมัครพลกิจ พ.ต.ต.หลวงอารักษ์ประชากร
ร.อ.หลวงเสนีย์รณยุทธ ร.ท.บุณณะ ตาละลักษณ์ ร.ต.บุญนิจ ถาวโรฤท์
และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนจีงพร้อมใจกันว่าเราจะสู้กับคณะทหารที่จะเข้าไปจับกุมเจ้ากรมของเรา
ทันใดนั้นทุกคนก็ออกจากห้องประชุม
โดยเฉพาะคณะนายตำรวจภูบาลโดยมากเป็นนายทหารบกอยู่ด้วยหลายคน
ประกอบกับกำลังหนุ่มแน่นและห้าวหาญอย่างคนหนุ่มทั้งหลาย
จึงได้แยกย้ายกันขยายแถวอยู่ข้างทางที่จะเข้าไปถึงตำหนักของเจ้ากรมฯ
ส่วนเจ้ากรมตำรวจภูบาลท่านก็รับสั่งว่า
"กำลังเราจะไม่พอที่จะทำการต่อสู้อีกประการหนึ่งทูลกระหม่อมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยก็จะได้รับอันตราย
เพราะคณะทหารเขาเอาพระองค์ไปเป็นประกันตัวอยู่ด้วย
นอกจากนั้นยังมีเจ้านายหลายพระองค์ที่ถูกจับกุมไปนั้นด้วย" |
| แต่นายทหารหนุ่มที่เป็ฯตำรวจภูบาลกับนายตำรวจหนุ่มที่มาจากทางตำรวจโดยตรงก็ไม่ยอม
คือไม่เห็นด้วย
โดยขอสู้ตายโดยเฉพาะในวันนั้นมีผู้ที่ไม่ยอมให้เจ้ากรมฯ
ต้องถูกจับกุมไปก็มี ร.ต.ท.ขุนสมัครพลกิจ พ.ต.ต.หลวงอารักษ์ประชากร
และ ร.ท.บุณณะ ตาละลักษณ์ ร.ต.บุญนิจ ถาวโรฤทธิ์
ที่ไม่ยอมรับสั่งของกรมฯ เจ้ากรมฯ อ้างว่าจะขอต่อสู้ให้จงได้
ในที่ประชุมนั้นนอกจาก พล.ต.หม่อมเจ้าวงศ์นิรชร
เจ้ากรมตำรวจภูบาลแล้ว ยังมีหม่อมเจ้าองค์อื่น ๆ
ซึ่งเป็นเจ้านายในวังเทเวศร์ฯ นั้นได้ลงมาขอร้องว่า
"ขอพวกเราอย่าคิดต่อสู้คณะทหารเลย แม้จะสู้ไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร
เพราะเหตุว่าเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ได้ถูกคณะทหารที่เปลี่ยนแปลงการปกครองเอาตัวไปเป็นประกันเสียจำนวนมากแล้ว
เมื่อคณะทหารเขามาจับเจ้ากรมฯ เจ้ากรมฯ ก็ยอมให้เขาจับโดยดีแล้ว
เราควรเลิกคิดสู้เสีย ขณะเมื่อเจ้านายในวังฯ
หลายพระองค์เสด็จลงมาอ้อนวอนขอร้องอยู่นั้นก็ยังมีเจ้านายผู้หญิงก็เสด็จจากตำหนักต่าง
ๆ ในวังฯ
ทุกตำหนักได้ห้ามปรามขอร้องไว้ขออย่าให้มีการเลือดตกยางออกกันเลย
จึงกระทำให้นายตำรวจภูบาลหนุ่ม ๆ ที่เตรียมจะสู้ป้องกันเจ้ากรมฯ
ไว้นั้นต้องยุติความคิดนั้น รอรับการที่ทหารจะไปจับเจ้ากรมฯ
เวลาประมาณ 11.30 น.ในวันนั้นคณะทหารก็ไปเชิญตัวเจ้ากรมฯ จริง ๆ
ตามข่าวที่ได้รับก่อนนั้น |
| ตำรวจภูบาลกับคนในวังบางขุนพรหม |
| ก่อนอื่น คนในวังบางขุนพรหมกับตำรวจภูบาลก็มีข้าพเจ้าผู้เดียว
จึงใคร่จะกล่าวถึงฐานะเป็นที่เข้าใจทำไมจึงรู้เรื่องราวต่าง ๆ
โดยละอียด
ในเรื่องการปฏิบัติการของคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองได้อย่างไร
โดยวิธีใดมีมูบเหตุเป็นมาแต่ต้นอย่างไร
ใครเป็นผู้เริ่มคิดการฝ่ายทหาร คณะทหารได้ใครเป็นหัวหน้า ทูลกระหม่อม
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต มีความสำคัญอย่างไร
ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์กับกรมตำรวจภูบาล ติดต่อกับพระองค์ท่านอย่างไร
ขอกล่าวเพียงย่อ ๆ ก่อนเพื่อผู้อ่านจะได้ทราบต้นเหตุ
ประวัติความเป็นมาบ้าง |
| เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ทุก ๆ
คนนทงในวังฯ ก็เสียใจกันมาก
เนื่องจากได้เตรียมการที่จะมีงานวันประสูติของทูลกระหม่อม
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตอยู่แล้ว คือวันที่ 29 มิถุนายน
2475 นับวันก็อีก 5
วันเท่านั้นก็จะถึงวันประสูติทุกปีพระองค์ท่านทรงประกอบการทำบุญ
ทรงตักบาตร สวดมนต์เย็น
รุ่งขึ้นก็ถวายอาหารเพลแก่พระสงฆ์องค์เจ้าเป็นประเพณีธรรมเนียมเช่นเคยปฏิบัติมา |
| ในปีนี้จะเป็นเพราะดวงพระชะตาตกเป็นคราวเคราะห์มากสำหรับพระองค์อย่งไรก็เหลือที่จะเดาได้ถูกต้อง
ที่มีการปฏิวัติอันนำไปสู่ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งทำให้ทูลกระหม่อมต้องทรงหลุดพ้นจากอำนาจราชศักดิ์ทั้งหลายแหล่
และที่สำคัญก็คือ
การที่จะต้องพลัดพรากจากประเทศไทยอันเป็นปิตุภูมิของพระองค์ตราบไปจนชั่วพระชนม์ชีพสลายไปประทับอยู่ที่บันดุง
เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย นั้น |
| โดยพระองค์รับสั้งว่า จะไม่เสด็จกลับมาประเทศไทยอีกแล้ว
อาจจะเป็นด้วยทรงเสียพระทัยมากในพระชนม์ชีพนี้ก็ได้
หรือจะเป็นได้ว่าพระองค์ทรงน้องพระทัยที่ทรงเจตนาดีต่อบ้านเมืองด้วยพระนิสัยใจจริงเป็นอันมากนั้นเอง
และระยะนั้นเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
และเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ซึ่งมีหน้าที่จะต้องควบคุมรักษาความสงบสุขและความปลอดภัยทั่วราชอาณาจักร |
| ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับทูลกระหม่อมวังบางขุนพรหมมาก 2 ทาง
ทางหนึ่งเป็นข้าในกรม อีกทางหนึ่งเป็นข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย
ทรงชุบเลี้ยงตลอดมา เมื่ออายุได้ 18 ปี พ.ท.พระทรงวิชัย
นายทหารประจำพระองค์ขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนทหารช่างกรงจเรทหารช่าง
ได้มาชักชวนให้ข้าพเจ้าไปทำงานด้วยกับท่าน
ข้าพเจ้าตกลงรับไปทำงานโดยสังกัดอยู่ในกรมจเรทหารช่างในกระทรวงกลาโหมเวลานั้น
พล.ต.หม่อมเจ้าฉัตรมงคล โสณกุล
เป็นจเรทหาช่างทำงานอยู่ในกรมจเรทหารช่างประมาณ 2
ปีก็ได้ลาออกเพื่อไปทำงานที่กระทรวงมหาดไทย ข้าพเจ้าอายุประมาณ 20
ปีเศษทางการได้ตั้งกรมตำรวจภูบาลขึ้นเป็นกรมอิสระ ที่ปทุมวัน
โดยมีพล.ต.หม่อมเจ้าวงศ์นิรชร เทวกุล เป็นเจ้ากรมฯ
ได้ชักชวนข้าพเจ้าลากออกจากกรมจเรทหารช่างเสีย
ให้ไปทำงานที่กรมตำรวจภูบาล ปทุมวัน
(ภายหลังย้ายไปเช่าตึกเป็นวังของเจ้านายพระองค์หนึ่ง) ที่ท่าเตียน
หลังวัดโพธิ์ |
| การที่ข้าพเจ้าได้เข้าทำงานเนื่องจากการชักชวนของผู้ใหญ่สมัยนั้น
ก็เนื่องจากข้าพเจ้าอยู่ในวังบางขุนพรหมนั่นเอง
จะถือว่ามีความสำคัญในขณะนั้นเพื่อสำหรับการติดต่อประสานงานกับทูลกระหม่อมก็เป็นได้
แม้ข้าพเจ้าเลิกงานแล้วกลับวังฯ
ข้าพเจ้ายังมีหน้าที่ช่วยพันพุฒอนุราช เลขานะการส่วนพระองค์
สังกัดกรมเวรวิเศษ กระทรวงมหาดไทยอีกด้วยเป็นประจำ
(เฉพาะงานที่ทรงนำไปทำที่วังเท่านั้น) |
| แม้ข้าพเจ้าจะได้ลาออกจากกรมจเรทหารช่าง
กระทรวงกลาโหมแล้วไปอยู่กรมตำรวจภูบาล กระทรวงมหาดไทย
ข้าพเจ้าก็ยังต้องช่วยงานด้วนติดต่อกับ พ.ท.พระทรงวิชัย (ภายหลังเป็น
พ.อ.พระยาศรีพิชัยสงคราม) นายทหารประจำพระองค์อยู่เสมอ |
| เป็นอันว่าข้าพเจ้าได้รับคำชวนจาก
พล.ต.หม่องเจ้าวงศ์นิรชรแล้วก็เริ่มเข้าทำงานในกองบังคับการก่อนแล้วเจ้ากรมตำรวจภูบาลได้ทรงรับสั่งเป็นพิเศษกับข้าพเจ้าให้ดูงานว่าจะชอบงานแผนกใดในกรมตำรวจภูบาล
ได้แบ่งงานออกเป็น 6 แผนก คือ กองบังคับการ
แผนกทะเบียนพิมพ์ลายนิ้วมือ แผนกแผนประทุษกรรม แผนกวิทยาการตำรวจ
(พิสุจน์หลักฐาน) แผนกกองเอกสารการเมือ แผนกกองเอกสารหนังสือพิมพ์ |
| ทุกแผนกข้าพเจ้าได้ไปทำงานและได้เรียนรู้งานจากแผนกการต่าง ๆ
ทุกแผนกโดยเฉพาะหัวหน้าแผนกทุกคนก็ให้ความสนิทสนมกับข้าพเจ้าต้องการที่จะได้มีความสัมพันธ์กับข้าพเจ้าซึ่งอยู่ในวังบางขุนพรหม
เพราะเหตุว่าทูลกระหม่อมวังบางขุนพรหมเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอยู่ด้วย |
| ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสร่วมงานกับนายตำรวจสมัยนั้นที่เป็ฯหัวหน้าแผนกหลายคนที่กลับมาจากสก็อตแลนด์ยาดร์
ประเทศอังกฤษ เป็นอ่ย่งดี เช่น ร.ต.อ.หลวงพรมโมปกรกิจ
ร.ต.อ.หลวงสนิทตุลยารักษ์ ร.ต.อ.หลวงพิสิษฐวิทยาการ
ร.ต.อ.หลวงสุนทรกิจจารักษ์ และ ร.ต.ท.เอ็จ ณ ป้อมเพ็ชร เป็นต้น
และนายทหารบางคนที่ย้ายไปจากระทรวงกลาโหมที่ไปทำงานที่กรมตำรวจภูบาลรุ่นแรกก็มี
ร.อ.หลวงพิศาลยุทธกิจ ร.อ.หลวงสุรพลเรืองเดช ร.อ.หลวงเสนีย์ รณยุทธ
ร.อ.หม่อมเจ้าสุรวิฒิประวัติ เป็นต้น |
| ผลสุดท้ายข้าพเจ้าก็ต้องประจำทำงานในกองเอกสารหนังสือพิมพ์อันมี
ร.อ.หลวงสุรพลเรืองเดช
เป็นหัวหน้าแผนกกองเอกสารหนังสือพิมพ์ซึ่งข้าพเจ้าชอบกว่าแผนกอื่น
ข้าพเจ้ามีหน้าตรวจบทความทางการเมือง ความเห็นต่างๆ
จากหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ออกมาในสมัยนั้นแล้วตัดเสนอเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
(ทูลกระหม่อมทุกวัน) |
| ในเมื่อข้าพเจ้าต้องอยู่ประจำในกองเอกสารหนังสือพิมพ์โดยเห็นว่าเป็นแผนกที่มีความสำคัญกว่าแผนกอื่น
ขณะที่กรมตำรวจภูบาลตั้งใหม่ ๆ
หลังจากได้บรรจะคนเต็มอัตราเรียบร้อยแล้วก็ยังมีหน้าที่ว่างอยู่อีกก็คือ
หน้าที่สายลับ คือ "สืบราชการลับ"
ตามคำสั้งของหัวหน้าแผนกเอกสารการเมือง
จึงได้มีนายดาบกองหนุนหลายคนไปสมัคร เช่น นายดาบวัน ศรีหะทัย
นายดาบอ่อน พรรณไวร นายดาบตาบ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายดาบตุ๊
สุคันธวณิชย์ นายดาบจำเนียร สิงหเสนีย์ นานดาบเทียนเซีย โค้วอรุณ
นายดาบสงวน (จำนามสกุลไม่ได้) และนายดาบทองต่อ ยมนาค เป็นต้น
เมื่ออัตราประจำไม่ว่างก็เพียงบรรจะอัตรานายดาบเหล่านั้น
กินเงินเดือน สายลับของกรมตำรวจภูบาลเงินเดือนคนละ 40 บาท
(มีสมุดประวัติอยู่ในตำรวจสันติบาลขณะนี้) |
| โดยเฉพาะนายดาบทองต่อ ยมนาค
ผู้นี้เป็นหลานของร.อ.หลวงสุรพลเรืองเดช
หัวหน้ากองเอกสารหนังสือพิมพ์ได้กระซิบข้าพเจ้าว่า ให้ทูลเจ้ากรมฯ
ขอย้ายไปอยู่กองเอกสารการเมือง เพราะเห็นว่าข้าพเจ้าจะทูลอะไรก็ได้
และทรงเชื่อถือข้าพเจ้าต้องการจะเอานายดาบทองต่อ
ยมนาคเข้าทำงานแทนตำแหน่งข้าพเจ้า
เมื่อข้าพเจ้าไม่ยอมก็มีการแกล้งต่าง ๆ เกิดขึ้น
ดังนั้นจึงมีการโต้เถียงทะเลาะกันจนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นโดยความประสงค์ของ
ร.อ.หลวงสุรพล เรืองเดช
ต้องการให้ข้าพเจ้าย้ายไปจากกองเอกสารหนังสือพิมพ์เพื่อจะ
ได้ขอบรรจะนายดาบทองต่อ ยมนาค เข้าทำหน้าที่แทน
ผลที่สุดเรื่องราวต่าง ๆ ก็ได้ยุติลงก็เพราะ ร.ท.น้อม เทวคุปต์
ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกฯ
ได้ช่วยข้าพเจ้าให้ได้อยู่ในกองเอกสารหนังสือพิมพ์ต่อไป
เพราะข้าพเจ้าจะต้องนำแฟ้มที่ตัดจากหนังสือพิมพ์ทุกวันไปถวายทูลกระหม่อมฯ
แล้วที่สุดเจ้ากรมตำรวจภูบาลก็ให้ข้าพเจ้าคงทำงานที่เดิมต่อไป
ผู้อ่านคงไม่ทราบว่ามีความสำคัญเพียงใดที่ข้าพเจ้าต้องกระทบกระเทือนจากผู้กลั่นแกล้งอยู่เหมือนกัน
แต่ทำอะไรข้าพเจ้าไม่ได้ (นายดาบทองต่อ ยมนาค ผู้นี้ก็คือ
พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยมนาค อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
ซึ่งได้ปลดเกษียณอายุไปเมื่อ พ.ศ.2513) นั่นเอง
ข้าพเจ้าทำงานอยู่ในกรมตำรวจภูบาลประมาณ 3 ปี
จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง |
| ว่าประเทศไทยมีขบถหรือ ? |
| พ.ศ.2476 นายกรัฐมนตรี (พระยามโนปกรณ์นิติธรรมธาดา)
ลาออกในเวลาใกล้เคียงกันนั้นก็ได้มีการ "ขบถ" เกิดขึ้น เรียกกันว่า
"ขบถบวรเดช"
ขณะที่ข้าพเจ้าทำงานกองเอกสารหนังสือพิมพ์อยู่นั้นก็เริ่มถูกการเมืองเล่นงานในฐานะอยู่ในวังบางขุนพรหม
โดยกล่าวหาว่า "เป็นคนของเจ้า" ขณะนั้น พล.ต.หม่อมเจ้าวงศ์ นิรชร
ถูกขังอยู่ พ.ต.อ.หลวงอดุลย์เดชจรัส เป็นรองอธิบดีกรมตำรวจ
ซึ่งมีอำนายมากกว่าอธิบดีกรมตำรวจ
ซึ่งมีอำนาจมากกว่าอธิบดีกรมตำรวจขณะนั้นได้สั่งจับข้าพเจ้าไปขังไว้ที่สถานีตำรวจสามยอดพร้อมกับ
ร.ต.อ.หลวงเชิดชาญกิจ ผู้บังคับกองจังหวัดปทุมธานี กับนายกิมฮวย
มลิทอง (มหากิมฮวย)
สังกัดกระทรวงศึกษาธิการอยู่ร่วมห้องขังเดียวกับข้าพเจ้าด้วย |
| ใน พ.ศ.2476 คราวเดียวกันนี้ผู้ที่ถูกจับโดยคำสั่ง
พ.ต.อ.หลวงอดุลเดชจรัส เป็นจำนวนมากมีทั้งเจ้านาย
และขุนชั้นผู้ใหญ่เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้ก็มี พล.ท.พระยาเทพหัสดินทร์
พล.ต.พระยาอนุภาพไตรภพ ดร.โชติ คุ้มพันธฺ พระยาอุดมพงษ์เพ็ญสวัสดิ์
พระยาวินัยสุนทร และอีกหลายสิบคนเมื่อขังครบ 30 วันแล้ว พ.ต.อ.
หลวงอดุลย์ฯ
มีคำสั่งให้นำข้าพเจ้าคนเดียวที่ขังไว้ที่สถานสามยอดนั้นไปยังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
(ข้างซ้ายมือมีเต็นท์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่) ส่วนอีก 2
คนคงถูกขังไว้ที่สามยอดนั้น เมื่อได้นำตัวข้าพเจ้าไปถึง แล้วก็พบ
พ.ต.อ.หลวงอดุลย์ฯ รอคอยอยู่แล้วและมีนายตำรวจอื่น ๆ อีกมาก
ในที่นั้นมี พล.ท.พระยา เทพหัสดินทร์ พล.ต.พระยาอนภาพ ไตรภพ
และมีคนอื่น ๆ อีก 10 กว่าคนไม่ปรากฏว่ามี ดร.โชติฯ พระยาอุดมพงษ์
เพ็ญสวัสดิ์ และอีกหลายคนที่มีข่าวถูกจับในครั้งนั้น |
| เมื่อตำรวจสายต่าง ๆ
ได้พาผู้ที่ถูกจับขังอยู่หลายแห่งมาพร้อมกันแล้วก็มิได้มีการสอบสวนแต่อย่างใดเพียงแต่มีการทักทายปราศรัยกันบ้างเล็กน้อยจากนายตำรวจอื่น
ๆ ส่วน พ.ต.อ.หลวงอดุลย์เดชจรัส นั้นไม่ยอมพูดกับผู้ใด
เพราะนิสัยก็หน้าบึ้งอยู่แล้วเป็นปกติ
ข้าพเจ้าและผู้ที่ถูกจับนำมาจากสถานีอื่น ๆ มากันพร้อมแล้ว |
| พ.ต.อ.หลวงอดุลย์ฯ ปล่อย |
| เวลาประมาณ 13.00 น. พ.ต.อ.หลวงอดุลย์เดชจรัส
ได้ลุกขึ้นมาขอจับมือในที่นั้น 15 คน ขณะที่จับมืออยู่
นั้นก็ได้กล่าวขอโทษเป็นใจความว่า
"ผมขอโทษด้วยทุกคนที่ถูกจับครั้งนี้และได้กระทำโดยกะทันหันไม่รู้ว่า
ใครเป็นใคร ทุกคนไม่มีความผิดแต่ประการใด"
"และผมก็ไม่ได้สั่งให้สอบสวนเอาความผิด ขอให้ท่าน
ทุกคนกลับบ้านได้แล้ว"
เมื่อได้จับมือหมดทุกคนแล้วกล่าวขอโทษอีกครั้งหนึ่ง |
| พ.ต.อ.หลวงอดุลย์ฯ จับมือข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้าย
เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าเด็กที่สุดในจำนวนผู้ใหญ่ที่ถูกปล่อยคราวนี้
พ.ต.อ.อดุลย์ฯ คงทราบได้ดีแล้วว่าข้าพเจ้าเป็นใคร
มาจากไหนทำงานอยู่ที่ไหน อยู่ในวังใครเหล่านี้คงทราบดีอยู่แล้ว |
| ข้าพเจ้าขณะนั้นกำลังเป็นหนุ่ม ปากจัด
และมีความอวดดีไม่ค่อยกลัวผู้ใดเสียด้วยจึงได้กล่าวคำรุนแรงไปกับ
พ.ต.อ.อดุลย์ฯ ว่า "คุณหลวงสั่งจับบ้า ๆ คนอย่างผมก็จับ
ผมทำงานอยู่ตำรวจภูบาลแท้ ๆ คุณหลวงก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?"
พ.ต.อ.อดุลย์ฯ ไม่ตอบว่ากระไร หน้าก็คงบึ้งตึงเป็นปกติ
ยิ้มไม่เป็นอยู่แล้วก็ได้เผยยิ้มให้ข้าพเจ้านิดหน่อย โดยกล่าวสั้น ๆ
ว่า "คุณเป็นเด็กหนุ่มอยู่ในวังฯ ผมเคยเห็นหน้าเสมอ" |
| เมื่อข้าพเจ้าได้กลับไปทำงานที่กรมตำรวจภูบาลอีกเช่นเดิม
จากนั้นประมาณ 3 เดือนก็ถูกย้ายจากกรมตำรวจภูบาล ท่าเตียน
ไปอยู่ที่กองทะเบียนยานพาหนะพระนครและธนบุรี (ทะเบียนรถ)
ซึ่งตั้งอยู่ในกระทรวงมหาดไทย ด้านหลังกระทรวงถูกย้ายอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้ไปอยู่ประจำกองตำรวจภูธร จังหวัดกำแพงเพชร
ซึ่งเป็นเมืองที่กันดารจังหวัดหนึ่งสมัยนั้น ภายหลังจากนั้น
ข้าพเจ้าก็ต้องถูกออกจากราชการตามระเบียบ |