1. วังบางขุนพรหม
หากจะเอ่ยชื่อ วังบางขุนพรหม
เชื่อแน่ว่าหลายท่านคงจะคุ้นหูคุ้นตารู้จักกันดี
โดยเฉพาะผู้ที่เคยออก หรือแวะเวียนผ่านหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย...
วังบางขุนพรหมในอดีตนั้น นับเป็นราชสำนักที่ใหญ่โตโอ๋อา
ตั้งโดดเด่นสง่างามอยู่ท่ามกลางแมกไม้ เขียวขจีในย่านบางขุนพรหม
ซึ่งเป็นที่ดินพระราชทานของล้นเกล้าฯ รัชการที่ 5
ที่ทรงมอบให้แก่พระราช โอรสองค์ที่ 33 คือ
สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
อดีตองค์ปฐมเสนาบดี กระทรวงทหารเรือ, เสนาบดีกระทรวงกลาโหม,
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย, ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ และเสนาธิการทหารบก
ฯลฯ |
| ในอดีตนั้นวังบางขุนพรหมเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้อันหลากหลายแก่กุลสตรีไทยมาเกือบ
หนึ่งศตวรรษ เสมือนหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับสตรี
พวกฝรั่งถึงกับให้ฉายาวัง แห่งนี้ว่า วังบางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้
|
|
2.
การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
เป็นระบอบประชาธิปไตย
หลังจากเสร็จงานเฉลิมฉลองพระนครผ่านพ้นไปแล้ว
ท่ามกลางความปิติยินดีของเหล่าพสกนิกรถ้วนหน้า
ที่ได้เห็นกรุงเทพฯและพระบรมราชวงศ์จักรีสถิตยืนยาวมานานถึง 150 ปี
และแล้วความ ทรงจำตลอดจนภาพสิ่งดีงามเหล่านั้น
ได้ถูกลบเลือนมลายหายไปราวกับสายฟ้าแลบในเช้าตรู่ของ วันที่ 24
มิถุนายน 2475 และที่สำคัญ ก็คือ
มีผลทำให้ครอบครัวในราชสกุลบริพัตรถึงกับบ้านแตก สาแหรกขาด
ต้องระหกระเหินเสด็จนิราศยังต่างแดน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น
ได้สร้างความเจ็บปวด รวดร้าวแสนสาหัสสู่ชาววังบางขุนพรหมเป็นที่ยิ่ง
|
3. หนังสือมอบพระราชทานวังบางขุนพรหม
" ต่อมามีเสียงร่ำลือว่า วังบางขุนพรหมนั้น สร้างด้วยเงินของรัฐบาล
หรือที่เรียกว่ากระทรวงการคลัง มหาสมบัติในขณะนั้นแต่แท้ที่จริงแล้ว
วังบางขุนพรหมเป็นสมบัติมรดกของทูลกระหม่อมบริพัตรโดย ชอบธรรม
เพราะว่าสร้างขึ้นด้วยเงินพระคลังข้างที่อันเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระบรมราชชนกนาถนั่นเอง
หาใช่ทรัพย์สินของแผ่นดินไม่ ดังปรากฏ
หลักฐานในหนังสือมอบพระราชทานวังบางขุนพรหม ลงวันที่ 2 พฤษภาคม
รัตนโกสินทรศก 118(พ.ศ.2442) ไว้ดังนี้ |
"สมเด็จประปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม
ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ที่ 5 ในพระบรมวงศ์
ซึ่งได้ประดิษฐานแลดำรงกรุงรัตนโกสินทรมหินทรายุทธยานี้
ขอประกาศแก่ผู้ซึ่งจะเป็นที่พึ่งแก่ชนทั้งปวง
ในแผ่นดินในอนาคตแลอาศัยความยุติธรรมแลความเมตตากรุณาทั่วไปแลท่านทั้งหลายทั้งปวงผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งจะได้พบอ่านหนังสือสำคัญฉบับนี้
ให้ทราบว่า
ที่ใกล้วัดสารพัดช่างตั้งแต่ริมลำน้ำเข้าพระยาฝั่งตะวันออกมาจนถึงถนนสามเสนตำบลหนึ่งข้าพเจ้าได้ให้เจ้าพนักงานจัดซื้อไว้ด้วยเงินพระคลังข้างที่
ตามราคาซึ่งราษฎรซื้อขายกันรวมเป็นเนื้อที่ 15 ราย ดังแจ้งต่อไปนี้
1. ที่กลั่น รายหนึ่ง เป็นเงิน 33 ชั่ง 65 บาท 12 อัฐ
2. ที่หม่อมหลวงห่วง รายหนึ่ง เป็นเงิน 9 ชั่ง 15 บาท
3. ที่หลวงลัญจการโลหกิจ รายหนึ่ง เป็นเงิน 11 ชั่งกึ่งตำลึง
4. ที่ขุนวิเศษจัตุรงค์ รายหนึ่ง เป็นเงิน 12 ชั่ง 52 บาท 32
อัฐ
5. ที่จมื่นไชยภูษา รายหนึ่ง เป็นเงิน 17 ชั่ง 34 บาท 16 อัฐ
6. ที่พระวรภัณฑ์พลากร รายหนึ่ง เป็นเงิน 34 ชั่ง 26 บาท 40
อัฐ
7. ที่พระวรภัณฑ์พลากร อีกรายหนึ่ง เป็นเงิน 31 ชั่ง 66 บาท 16
อัฐ
8. ที่พระวรภัณฑ์พลากร อีกรายหนึ่ง เป็นเงิน 8 ชั่ง 49 บาท
9. ที่หลวงโยธาไฟรจิตร์ รายหนึ่ง เป็นเงิน 8 ชั่ง 54 บาท 32
อัฐ
10. ที่หลวงโยธาไฟรจิตร์ อีกรายหนึ่ง เป็นเงิน 11 ชั่ง 10 บาท 16 อัฐ
11. ที่เล็กในหม่อมเจ้าอลังการ รายหนึ่ง เป็นเงิน 89 ชั่ง 78 บาท
12. ที่อำแดงจัน รายหนึ่ง เป็นเงิน 5 ชั่ง 12 บาท 32 อัฐ
13. ที่อำแดงคล้าย รายหนึ่ง เป็นเงิน 9 ชั่ง 37 บาท 48 อัฐ
14. ที่อำแดงห้อย รายหนึ่ง เป็นเงิน 27 ชั่ง 73 บาท
15. ที่อำแดงแจง รายหนึ่ง เป็นเงิน 3 ชั่ง 67 บาท 32 อัฐ
รวมเป็น 15 รายเป็นเงิน 315 ชั่ง 04 บาท 40 อัฐ
กับที่หลวงวรรณกรรมศุขสวัสดิ์ อีกรายหนึ่ง เจ้าของขอเปลี่ยนที่อื่น
ได้ให้จัดซื้อที่เปลี่ยนให้เป็นราคาเงิน 15 ชั่ง จึงรวมเป็นเนื้อที่
16 รายด้วยกัน เป็นเงิน 330 ชั่ง 04 บาท 40
อัฐคิดเป็นที่ยาวด้านใต้แต่ถนนสามเสนไปจนถึงแม่น้ำ 8 เส้น 9 วา
กว้างด้านตะวันตกเป็นที่ริมแม่น้ำไม่เสมอกัน วัดตรงได้ 2 เส้น 14 วา
ยาวด้านเหนือตั้งแต่ลำน้ำเจ้าพระยาขึ้นมา 2 เส้น 7 วา
แล้วเลี้ยวขวางเข้ามาเป็นที่ย่อวัดตรง 1 เส้น 13 วา
แล้วตรงออกไปจดถนนสามเสนเป็นที่ดอนไม่เสมอกัน วัดตรงได้ 5 เส้น 16 วา
กว้างด้านตะวันออกริมถนนสามเสน 1 เส้น 11 วา
ที่ตำบลซึ่งกล่าวมาแล้วนี้
ข้าพเจ้ามีความประสงค์ที่จะทำเป็นบ้านให้ลูกชาย
เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์กรมขุนมไหสุริยสงขลาได้อยู่เป็นสิทธิ์เป็นทรัพย์ของตนสืบไป
บัดนี้ข้าพเจ้าขอทำหนังสือฉบับนี้เป็นสำคัญ
ยกที่ดินซึ่งกล่าวมาแล้วนี้ แลตึกเรือนโรงอันใดซึ่ง
เป็นของเก่ามีอยู่ในที่นี้
แลที่จะได้ปลูกสร้างลงในที่นี้ต่อไปมากน้อยเท่าใดให้เป็นสิทธิ์
เป็นทรัพย์ แก่ลูกชาย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
กรมขุนมไหสุริยสงขลาตามความประสงค์ของข้าพเจ้า
เพราะเงินรายนี้ข้าพเจ้ามิได้ใช้เงินสำหรับแผ่นดินที่จับจ่ายราชการ
ได้ใช้เงินพระคลังข้างที่
ซึ่งรู้อยู่ด้วยกันโดยมากว่าเป็นเงินสำหรับพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดินเอง
ไม่เกี่ยวข้องด้วยราชการแผ่นดิน ที่ดินแลตึก
เรือนโรงซึ่งจะได้ปลูกสร้างในที่ดินอันนี้
ข้าพเจ้าได้มอบให้แก่ลูกชาย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
กรมขุนมไหสุริยสงขลาแต่ผู้เดียว
ไม่เกี่ยวข้องต้องแบ่งปันให้แก่ญาติพี่น้องผู้ใดผู้หนึ่ง
ต่อไปภายหน้าลูกชาย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
กรมขุนมไหสุริยสงขลาจะมอบที่ดินตำบลนี้ให้แก่บุตรหลานของตน
ก็ให้มอบให้ได้เป็นสิทธิ์ขาดสืบไป เจ้าพนักงานในราชการผู้ใดผู้หนึ่ง
จะมาว่ากล่าวช่วงชิงอ้างเหตุผลอันใด
เพื่อจะขอเอาที่นี้หรือแบ่งเอาประโยชน์ในที่นี้อย่างใดอย่างหนึ่งมากน้อยเท่าใดไม่ได้เป็นอันขาด
ถ้าลูกชาย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมขุนมไหสุริยสงขลา
มีความปรารถนาจะให้ผู้ใดผูกผู้ใดเช่าหรือเมื่อขัดสนจะขายที่นี้แก่ผู้ใดก็ให้ผู้ให้เช่าให้ขายได้ตามประสงค์
เงินค่าผูกค่าเช่าค่าขายได้มากน้อยเท่าใด ตกเป็นของลูกชาย
เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
กรมขุนมไหสุริยสงขลาแลบุตรหลายสืบๆไปทั้งสิ้น
ไม่ต้องส่งคืนพระคลังหรือแบ่งปันให้แก่ญาติพี่น้องผู้ใดผู้หนึ่งเลย |
| อนึ่งที่รายนี้ ข้าพเจ้าขอต่อพระเจ้าแผ่นดิน
หรือผู้มีอำนาจผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีความประสงค์จะใคร่ได้ที่นี้ว่า
ถ้าจะต้องประสงค์ที่นี้เมื่อใด ขอได้โปรดให้ราคาแก่ลูกชาย
เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมขุนมไหสุริยสงขลา
หรือบุตรหลานซึ่งจะเป็นเจ้าของที่นี้สืบไป
ทั้งราคาที่ดินแลราคาตึกเรือนโรงอันใด ซึ่งได้ปลูกสร้างลงในที่ดิน
อันนี้ ตามราคาที่ซึ่งราษฎรซื้อขายกันอยู่ในเวลานั้น
แลเจ้าของที่ลูกชายเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรงขุนมไหสริยสงขลามีความเต็มใจที่จะขาย
|
| แต่ที่รายนี้ ข้าพเจ้าขอมีอำนาจคงอยู่ว่า ถ้าลูกชาย
เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมขุนมไหสุริยสงขลาจะไม่มีตัวลง
หรือประพฤติการอย่างหนึ่งอย่างใด
ซึ่งไม่เป็นที่สมควรจะปกปักรักษาที่นี้ได้ หรือข้าพเจ้าเห็นสมควร
ที่จะแลกเปลี่ยนอย่างใดอย่างหนึ่ง
ข้าพเจ้ามีอำนาจหน้าที่จะคืนเอาที่นี้กลับมาได้ทุกเมื่อทุกเวลา
อีกประการหนึ่งในเวลาเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ถ้าลูกชาย
เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมขุนมไหสุริยสงขลา
จะขายที่นี้เป็นการขายขาดหรือขายฝากหรือจำนำหรือยกให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด
ต้องบอกให้ข้าพเจ้ารู้ก่อน ต่อข้าพเจ้าอนุญาตแล้ว
จึงขายหรือจำนำแลยกให้ได้
ถ้าข้าพเจ้าไม่อนุญาตก็แลขายแลจำนำหรือยกให้ผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้ เว้นแต่เมื่อข้าพเจ้าไม่มีตัวแล้ว
ผู้ใดผู้หนึ่งจะมาถือเอาอำนาจอันนี้แล้ว
แลห้ามมิให้ซื้อขายหรือคืนเอาที่นี้มาด้วยอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้เป็นอันขาด
ถึงลูกชาย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
กรมขุนมไหสุริยสงขลาจะเป็นอย่างไร ๆ ไปก็ดี
ที่นี้คงเป็นสิทธิ์แลตกสืบไปแก่ผู้ซึ่งควรจะได้รับมรดก
ตามความประสงค์ของลูกชาย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
กรมขุนมไหสุริยสงขลาหรือตามพระราชกำหนดกฎหมาย ไม่มีผู้ใดที่จะแก้ไขยกถอนอันใดได้
|
| ข้าพเจ้าขออำนวยชัยถวายพรไว้แก่ท่าน
ผู้เป็นใหญ่พระองค์ใดพระองค์หนึ่งหรือผู้ใดผู้หนึ่ง
ซึ่งจะได้เป็นผู้ปกครองทำนุบำรุงบุตรชายของข้าพเจ้าให้ได้คงรับประโยชน์ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจยกให้ทั้งปวงนี้
เป็นไปสมตามความประสงค์ของข้าพเจ้า
ขอจงได้ดำรงอยู่ยืนยาวในอิสริยยศเดชานุภาพ
พร้อมด้วยความสุขสมบัติตามสิ่งซึ่งมีความปรารถนาทุกสิ่งทุกประการเทอญ
|
| หนังสือสำคัญฉบับนี้ได้ลงลายมือแลประทับพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดินแลสำหรับตัวของข้าพเจ้า
มอบให้ลูกชาย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมขุนมไหสุริยสงขลาไว้
แลได้คัดสำเนาความต้องกัน
ลงชื่อข้าพเจ้าว่าเป็นสำเนาถูกต้องอีกสองฉบับ
มอบให้เจ้าพนักงานพระคลังข้างที่รักษาไว้ฉบับหนึ่ง
กระทรวงนครบาลรักษาไว้ฉบับหนนึ่งเป็นพยาน |
| หนังสือสำคัญมอบที่นี้ ได้ทำให้ลูกชาย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
กรมขุนมไหสุริยสงขลาแต่วันที่ 2 พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก 118
เป็นวันที่ 11130 ในรัชกาลปัจจุบันนี้ |
| (พระปรมภิไธย) จุฬาลงกรณ์ ป.ร. |
| ตามเอกสารสำคัญข้างต้นที่หยิบยกมานี้
ย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นว่า
วังบางขุนพรหมนั้นเป็นทรัพย์สินโดยชอบธรรมของทูลกระหม่อมบริพัตรอย่างแน่นอน
แต่ผลสุดท้ายพระองค์จำต้องทรง สละให้แก่คณะราษฎร์ชุดนั้นไป
เพื่อทรงแลกกับอิสรภาพ |
4. สิ้นสุดวังบางขุนพรหม
ส่วนทางด้านวังบางขุนพรหมนั้น ในรัฐบาลจอมพลแปลกพิบูลสงคราม
ก็เคยมีดำริจะถวายคืนวังบางขุนพรหมให้แก่พระทายาทของทูลกระหม่อนบริพัตร
เพื่อขจัดรอยร้าวและสร้างความสมานฉันระหว่างพระราชวงศ์ไทยกับรัฐบาลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
แต่ทว่าเรื่องราวได้หยุดชะงักไปเนื่องจากเปลี่ยนรัฐบาลใหม่
ดังปรากฏในเอกสารสำคัญที่มีไปถึงพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ
กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2491 ไว้ดังนี้ |
| "...ในโอกาสที่ข้าพระพุทธเจ้า (จอมพลแปลก พิบูลสงครามนายกฯ
ในขณะนั้น) ได้มีจดหมายนี้มา ใคร่จะทูลความเห็นสักอย่างหนึ่งคือ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีคราวก่อน
ได้เคยคิดไว้และได้ดำเนินการไปบ้างแล้วก็มี
เรื่องใคร่จะขอให้ทางรัฐบาลจัดการคืนวังบางขุนพรหมให้แก่ท่านทายาทรับไป
เพื่อจะได้ใช้เป็นที่ประทับ
ประชาชนจะได้เห็นว่าทางพระราชวงศ์กับรัฐบาลมีความสนิทสนมกันดีอยู่
จะได้ไม่เป็นรอยร้าวที่จะพาให้ประเทศชาติต้องแตกแยกกัน
อันจะนำมาซึ่งความล่มสลายของชาติในอนาคต
แต่ความตั้งใจนี้ยังมิได้ให้สำเร็จไป
ข้าพระพุทธเจ้าก็ต้องสละตำแหน่งไป
ในเรื่องนี้หากใต้ฝ่าบาทมีพระดำริประการใด หากทรงเห็นชอบด้วย
ข้าพระพุทธเจ้าจะได้ลองเริ่มจัดถวายขึ้นใหม่
และคงจะไม่เป็นการครหาแต่ประการใด ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด" |
| ต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2491 พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ
กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต
ได้ทรงมีหนังสือลายพระหัตถ์แสดงความขอบคุณต่อ ฯพณฯ จอมพลแปลก
พิบูลสงครามไว้ดังนี้ |
| "ด้วยได้รับจดหมายของ ฯพณฯ ท่าน ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม ศกนี้
แสดงความระลึกถึงการเป็นมาในระหว่าง ฯพณฯ
ท่านกับทูลกระหม่อมแต่หนหลัง
กับแสดงความปรารถนาดีที่จะช่วยเหลืออนุเคราะห์ด้วยประการต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องวังบางขุนพรหมนั้น |
| ...ดิฉันรู้สึกยินดีและขอบใจ ฯพณฯ ท่านเป็นอย่างมาก
ในเรื่องวังบางขุนพรหมนี้ใคร่จะขอเรียน ฯพณฯ
ท่านให้ทราบความเป็นมาแต่เบื้องหลังว่า
ในชั้นเดิมพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
ได้ทรงจ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินจากบุคคลหลายรายแล้วปลูกวังพระราชทาน
โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นลายพระราชหัตถเลขาซึ่งได้คัดสำเนาส่งมาเพื่อ
ฯพณฯ ท่าน ได้พิจารณาพร้อมจดหมายนี้ในครั้งนี้ เมื่อ ฯพณฯ
ท่านดำริจะให้ทายาทได้รับคืนวังบางขุนพรหม
ดิฉันก็รู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง กรรมใดที่ ฯพณฯ ประกอบแล้วด้วยดี
ดิฉันคงระลึกในบุญคุณอยู่เสมอ ขอ ฯพณฯ ท่านได้รับความเคารพอย่างสูง"
|
| ครั้นถึงปี พ.ศ. 2492 รัฐบาลจอมพลแปลก
พิบูลสงครามได้ดำเนินการถึงขั้นที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างวังบางขุนพรหมต่อคณะรัฐมนตรี
เพื่อถวายคืนแก่พระทายาทของทูลกระหม่อมบริพัตรต่อไป
แต่ปรากฏว่าเรื่องได้เงียบหายไป และถูกเตะถ่วงของรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา
จนกระทั่งในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502
คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
จึงมีมติออกมาว่าให้ระงับถวายคืนวังบางขุนพรหมแก่พระทายาทต่อไป
ดังปรากฏในสำเนาหนังสือที่มีไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 มีข้อความดังนี้ |
| "...ตามที่เสนอความเห็นเรื่องการขอคืนวังบางขุนพรหมของพลตรี
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต ไปเพื่อพิจารณานั้น
โดยที่พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต
ได้สิ้นพระชนม์ลง พระองค์เจ้าพิสิฐสบสมัย
ซึ่งเป็นน้องของพระองค์ท่านได้ยื่นเรื่องราวต่อ ฯพณฯ
นายกรัฐมนตรีขอให้พิจารณาเรื่องนี้เข่นกัน ซึ่ง ฯพณฯ
นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้ว สั่งให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา |
| ...คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2502
เห็นว่าเรื่องที่ดินและวังบางขุนพรหม นี้ จอมพล
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
ได้ทรงพระราชทานและได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่รัฐบาลแล้ว
คณะรัฐมนตรีจึงไม่อาจที่จะถวายคืนให้แก่ทายาทของพระองค์ได้
และได้มีมติให้กราบทูลไปเพื่อทรงทราบจึงของยืนยันมา
ได้กราบทูลให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าศิริรัตนบุษบงและพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพิสิฐสบสมัยเพื่อทรงทราบด้วยแล้ว
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง นายมนูญ บริสุทธิ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี"
|
| จวบจนกระทั่งในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2502
ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีมติในที่ประชุมเป็นเอกฉันท์ว่า
ให้ธนาคารดำเนินการขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในวังบางขุนพรหมจากกระทรวงการคลัง
เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่อย่างถาวร
และในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ในวังบางขุนพรหมนับตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2518 เป็นต้นมาตราบจนทุกวันนี้. |