• เรื่องด่วนต้องเร่งรัด กสทช. - 3G - ICT ที่เท่าเทียม

 วันที่ 22 พฤษภาคม 2552

เรื่องของการพัฒนาไอซีทีของประเทศไทย ณ เวลานี้ แน่นอนว่ามีเรื่องที่สำคัญอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือการเร่งจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กสทช. จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการผลักดันร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.... ให้ออกมาประกาศใช้ได้โดยเร็ว ซึ่งก็มีร่างฯ ที่เสนอเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญคล้ายกันคือกำหนดให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นองค์กรเดียว ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการดังกล่าวให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 47 ส่วนโครงสร้างภายในองค์กร ให้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มีอำนาจในการคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ตลอดจนการออกใบอนุญาตผู้ประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อการดังกล่าว และการเพิกถอนใบอนุญาต การจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ และการจัดให้ประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยการจัดทำแผนต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้จะเป็นทิศทางของการปฏิรูปสื่อครบวงจรในอนาคต สำหรับเรื่องที่สองคือ การผลักดันระบบโครงข่าย 3G ให้ออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งตอนนี้เท่าที่ทราบมาการประมูลควรได้เริ่มขึ้นแล้ว และเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงไอซีที ที่การทำระบบโครงข่าย 3G ในประเทศไทยเป็นไปอย่างโปร่งใสและเปิดเผย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างที่สุด เพราะเวลานี้เทคโนโลยีโทรคมนาคมของประเทศเพื่อนบ้านรอบๆประเทศไทยนั้นล้ำหน้าไปหมดแล้ว ในขณะเดียวกัน เรื่องที่จะพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการเข้าถึง ระบบอินเทอร์เน็ตของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกันก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเห็นตัวเลขของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีมากกว่า 80% ของประชากร แต่ในประเทศไทยตัวเลขดังกล่าวมีเพียง 30% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เรื่องการดำเนินนโยบายของกระทรวงไอซีทีนั้น ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นผู้ผลักดันด้วยตัวเองอยู่แล้ว และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กรุงเทพมหานคร ที่มาคอยเสริมการผลักดัน โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมให้มี WiFi ทั่วกรุงเทพ แต่ในขั้นเริ่มต้นถือว่ายังไม่ตรงกับความต้องการมากนัก แต่ก็มีการพัฒนาต่อเนื่องและในปีนี้ถึงปีหน้าก็จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ไม่ใช่แค่กระทรวงไอซีทีอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมเสริมด้วย