• ม.ล.อภิมงคล โสณกุล วิพากษ์จุดแข็งจุดอ่อน ประชาธิปัตย์

 วันที่ 9 กรกฎาคม 2552

4 ปีที่แล้ว ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ถูกมองว่าเป็นละอ่อนทางการเมือง เพราะเดินเข้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยวัยเพียง 26 ปี แต่วันนี้ลูกหม่อมเต่า ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คือเด็กหนุ่มไฟแรง ไม่เดียงสาทางการเมืองอย่างที่ใครหลายคนคิดอีกต่อไป ขณะที่โสณกุลผู้พ่อในวัย 66 ปี กำลังเมกมันนี่อย่างสนุกสนานกับบทบาทซีอีโอทางธุรกิจ ปัจจุบัน ส.ส.หนุ่มวัย 31 ปี ขลุกอยู่กับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาคนกรุงเทพฯ เขต 1 อย่างขะมักเขม้น มากกว่าการเป็นข่าวออกทีวี จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า เขาหายไปไหน และทำอะไรอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ประชาชาติธุรกิจ นัดสนทนาอัพเดตชีวิตการเมืองกับ ม.ล.อภิมงคล ณ ออฟฟิศเล็กๆ แห่งหนึ่งในซอยสวนพลู @ ชื่อของอภิมงคลเงียบหายไป หลังประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ไม่ได้เงียบหายไปหรอก แต่หลังจากมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ก็มีการปรับปรุงบทบาทของแต่ละคน ก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งสมัยเป็นฝ่ายค้านผมก็ทำหน้าที่ในฐานะรองโฆษกพรรค แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง บทบาทตรงนั้นก็มีผู้อื่นมารับไป แต่จริงๆ ผมก็ยังทำงานในคณะเศรษฐกิจของพรรค แต่แน่นอนอีกเช่นกัน เมื่อพรรคเปลี่ยนบทบาทไปเป็นรัฐบาล ฝ่ายบริหารก็ย่อมมีบทบาทมากขึ้น ผมก็ไปทำหน้าที่ในสภามากขึ้น เป็นกรรมาธิการพลังงาน แต่ก็เหมือนกันอีก คือการเมืองที่ยังไม่มีความนิ่ง การทำงานในกรรมาธิการก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ในกรรมาธิการไม่รู้ว่าเป็นวาสนาหรืออาถรรพ์กันแน่ ใครมาเป็นประธาน ถ้าไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องไปทำอย่างอื่น หรือโดนใบแดงก็มี จึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งในการทำงานบางครั้งก็อาจจะไม่ค่อยสะดวกหรือคล่องเหมือนสมัยก่อน แต่ถ้าถามว่า หายไปหรือเปล่า ก็ไม่นะ ผมก็ยังทำงานอยู่ในพื้นที่เหมือนเดิม หรือเรื่องกิจการเยาวชนที่เคยรับผิดชอบอยู่ เมื่อมี ส.ส.หน้าใหม่เข้ามาก็มีคนมารับช่วงต่อไป ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ตอนนี้ก็มีเวลามากขึ้นที่จะมาทำงานในพื้นที่ เพราะไม่ได้เป็นเขตเล็กเบอร์เดียวเหมือนแต่ก่อนแล้ว สมัยก่อนผมดูแลแค่ 2 เขตเล็กๆ แต่ตอนนี้ต้องดูถึง 7 เขต จะว่าไปก็กินไปเกือบครึ่งกรุงเทพฯแล้ว ฉะนั้นถือเป็นโอกาสดี @ ฟังดูเหมือนถูกลดบทบาทลงหรือเปล่า ไม่ (นะ) ผมกลับมองอีกนัยหนึ่ง ก็คือตอนเป็นฝ่ายค้านยังคิดเลยว่า เราสวมหมวกหลายใบเกินไปหรือเปล่า เพราะทำหลายบทบาท ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้มีประสิทธิภาพเสียทีเดียว ดังนั้นการที่มาเป็นรัฐบาลแล้วมองกันว่า คนในพรรคที่เคยทำงานจู่ๆ ก็หายไป จริงๆ ไม่หรอก (ครับ) ก็แค่การปรับเปลี่ยนบทบาท เป็นโอกาสดีด้วยซ้ำว่า พรรคจะได้กลับมามองตัวเองเหมือนกันว่า แทนที่จะวิ่งวุ่นเหมือนสมัยเป็นฝ่ายค้าน ก็ต้องกลับมามองเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างพรรคด้วย เพราะถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนบทบาทเสียบ้างก็จะกลายเป็นพรรคที่ล้าสมัย ซึ่งผมคิดว่าบทบาทตอนนี้อยู่กับฝ่ายบริหาร บุคคลที่อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องทำหน้าที่อื่นเท่านั้นเอง @ เคยรู้สึกเหนื่อย หรือท้อ หรือคิดอยากเลิกเป็นนักการเมืองไปเลย มีมั้ย อืม...คงไม่ถึงกับอยากเลิกเล่นหรอก เพราะโอกาสแบบผมซึ่งประชาชนชาวกรุงเทพฯให้มา หลายคนคงไม่ได้รับโอกาสตรงนี้ แต่ถามว่า ท้อมั้ย ไม่ท้อหรอก (ครับ) แต่เบื่อๆ ก็แอบมีบ้าง เพราะคงไม่มีใครอยากเห็นเหตุการณ์ที่มีความไม่มั่นคง หรือเปลี่ยนแปลงในชีวิตการงานตลอดเวลา แต่ผมก็ยังยืนยันว่า ยังมีความตั้งใจและจะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ความสาีอยู่จะทำได้ในความ ผันแปรทางการเมืองที่ต้องเจอ @ กับผลงานที่ทำมาคุณพอใจตัวเองมากน้อยแค่ไหน จะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ (นะ) แต่เมื่อโชคมันมาแบบนี้แล้ว ผมถือว่าผมเจอเหตุการณ์อะไรหลายอย่างทางการเมืองหลายเหตุการณ์ในเวลาเพียง ไม่กี่ปี จะเรียกว่า ที่สุดในชีวิตของคนคนหนึ่งจะมีได้ก็ว่าได้ ตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน เป็นรองโฆษกพรรค ปัจจุบันก็มาเป็นรัฐบาล ได้เห็นความผันผวนทางการเมืองมากมาย ทั้งเห็นการเลือกตั้งของตัวเอง 2 ครั้ง เห็นการบอยคอตการเลือกตั้ง จำคุก กกต.ก็มี รัฐประหารก็เจอ ก็ถือว่าโชคดี (หัวเราะ) ที่ได้ประสบการณ์ทางการเมืองค่อนข้างเร็ว ถามว่า พอใจตัวเองมั้ย ก็คิดว่าในระดับหนึ่ง และยินดีที่จะทำงานให้พี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่า ความไม่ต่อเนื่องทางการเมืองบางครั้งก็ทำงานได้ไม่ต่อเนื่องเท่าที่หวังไว้ บทบาทที่ถูกย้ายบ่อยๆ ก็ไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง แต่ก็หวังว่า ถ้าการเมืองมีความมั่นคงมากขึ้น เรื่องแบบนี้ก็คงจะหายไป และใช้ประสบการณ์ที่ได้รับทำงานอย่างเต็มที่ @ คุณพ่อให้คำแนะนำอย่างไรบ้างหรือเปล่า ก็คุยกันบ้างเป็นระยะๆ เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่ท่านก็อยู่กับงานธุรกิจ แต่ถ้ามีเวลาก็ดูผมอภิปรายในสภาบ้าง แล้วก็มีคอมเมนต์ แต่ก็ไม่ได้บอกว่า ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างเวลามีบทสัมภาษณ์คุณพ่อก็จะหยิบมาอ่านแทบทุกครั้ง จริงๆ คุณพ่อจะแนะนำให้ยึดหลักง่ายๆ ว่า ทำงานต้องตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต และบริสุทธิ์ใจ @ วันนี้คุณมีความสุขกับงานการเมืองมั้ย ก็ยังแฮปปี้ (ครับ) แต่ก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน เพราะว่าระบบที่เป็น ส.ส.เขตใหญ่ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ประชาชนก็มีปัญหาอยู่มาก แต่ขณะที่ ส.ส.ที่ดูแลพื้นที่มีอยู่แค่ 3 คน ก็ค่อนข้างเหนื่อย วันนี้เวลาว่างผมก็ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น เสาร์-อาทิตย์ยุ่งมากกว่าวันธรรมดาเสียอีก ตอนนี้ก็ไม่ได้แข่งรถแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก ต้องมีสัญญากับสปอนเซอร์ ที่สำคัญคือต้องซ้อม ไม่เหมือนตีกอล์ฟ ตีเทนนิส จับไม้แล้วตีได้เลย @ อยู่ในพรรคมาได้ระยะหนึ่งแล้ว คุณมองจุดแข็งจุดอ่อนในพรรคประชาธิปัตย์อย่างไรบ้าง จุดแข็งของพรรคผมบอกมาตลอดว่า คือความเป็นสถาบันการเมือง การมีนักการเมืองอาชีพซึ่งทำให้สถาบันมีความเข้มแข็ง เพราะมีผู้มีประสบการณ์ในเชิงการเมืองมาก อย่างท่านชวน (หลีกภัย) ท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) หรือแม้แต่หัวหน้าอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ก็เป็นคนที่ทุ่มเทให้กับงานการเมืองอย่างสม่ำเสมอ ข้อดีอีกข้อของพรรคเก่าแก่ก็คือ มีความจำเป็นต้องมีผู้สืบสานเจตนารมณ์หรือสืบทอดแนวทางของพรรค ดังนั้นจะเห็นว่าผมเดินเข้าพรรคตอนอายุ 26 พรรคก็ต้อนรับและให้โอกาสที่จะให้สมัครเป็น ส.ส. แม้ประสบการณ์ผมน้อยหรือแทบไม่มีเลย แต่พรรคก็ให้โอกาสในขณะนั้น คือแม้จะมีท่านอาจารย์มารุต (บุนนาค) ส.ส.อายุ 82 ปี แต่ในพรรคก็ต้องมี ส.ส.อายุ 26 ได้ ฉะนั้นข้อดีคือพรรคให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่เต็มที่ มีบทบาทเท่าเทียมกันกับทุกคนๆ เชื่อมั้ย ผมยังเคยทะเลาะกับหัวหน้าพรรคได้เลย ส่วนจุดอ่อนหลายคนคงเห็นตรงกันว่า พรรคอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ ซึ่งผมเองก็ยอมรับว่า การประชาสัมพันธ์อาจจะยังไม่โดนใจ แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่พยายามประชาสัมพันธ์นะ แต่บางครั้งรูปลักษณ์หรือรูปแบบอาจจะยังไม่ทันสมัย ซึ่งก็พยายามปรับปรุงอยู่ตลอด นอกจากนั้นความเห็นส่วนตัวผมคิดว่า ในโครงสร้างของพรรคอาจจะยังไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานอย่างเต็มที่ เช่น้อจำกัดในเรื่องกรรมการบริหารพรรค ขณะนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม คนที่จะมาเป็นกรรมการบริหารพรรคต้องอยู่ในความสะพรึงกลัวซะมาก เพราะข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญที่กรรมการบริหารพรรคถูกล็อกไว้หลายเรื่อง ซึ่งผมเห็นว่าทำให้การบริหารพรรคถูกจำกัดมากเหมือนกัน ฉะนั้นคนที่จะมาเป็นกรรมการบริหารพรรคก็ต้องคิดแล้วคิดอีก หรือเรื่องรองหัวหน้าพรรคในพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลือกตั้งโดยสมาชิกตามข้อ บังคับของสมาชิกพรรค ซึ่งส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วย ผมคิดว่ารองหัวหน้าพรรคควรจะมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าพรรค ถ้าหัวหน้าพรรคจะทำงานได้อย่างเต็มที่ในเชิงของพรรคการเมือง แน่นอนว่าคนที่จะมาเป็นรองหัวหน้าก็ควรมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าพรรค แล้วการทำงานก็ควรรับผิดชอบร่วมกันทั้งคณะ ถ้าเห็นว่าหัวหน้าพรรคทำงานไม่เหมาะสมหรือไม่เข้าเป้าในเชิงของพรรค รองหัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบไปด้วย แต่ถ้าเกิดว่ารองหัวหน้าพรรคมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก บางทีการทำงานก็อาจจะลำบาก เพราะหัวหน้าพรรคไม่อาจที่จะกำหนดได้เองว่า จะมอบหมายงานไหนให้กับใคร ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้อยากจะเสนอแก้ไข ซึ่งก็มีการพูดกันมาบ้างแล้ว รวมทั้งเรื่องสาขาพรรคก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกัน ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการลดสาขาพรรค แต่ทำให้สาขานั้นใหญ่ขึ้น เพื่อประสิทธิภาพงาน แต่ท่านสุเทพ (เทือกสุบรรณ) เห็นว่าควรมี 400 สาขาทั่วประเทศ ก็ได้มีการพูดคุยกัน ส่วนจะมีการแก้ไขหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของอนาคต @ ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่คิดเห็นอย่างไร กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีการแก้ไข แต่การแก้ไขต้องดูให้ดี ต้องให้สังคมตรวจสอบได้ว่า ไม่ใช่การแก้ไขเพื่อบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลเท่านั้น แต่ถ้าเป็นการแก้ไขในหลักการให้กฎหมายดีขึ้น ผมก็คิดว่าทำได้ ผมเห็นด้วย (นะ) กับประชาชนที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไม่ใช่ของที่แก้ไขไม่ได้ ถ้าจะต้องแก้ไขเพื่อทำให้ระบอบประชาธิปไตยเดินได้ดีขึ้น @ อยากบอกอะไรกับคนไทยที่ยังทะเลาะกันอยู่มั้ย จริงๆ เรื่องเศรษฐกิจหลายคนก็เป็นห่วง แต่สิ่งที่อยากฝากถึงคนไทยคือ ปัญหาความสามัคคีในชาติ ผมว่าตอนนี้เป็นปัญหาเบอร์ 1ของชาติเลยล่ะ ซึ่งนายกฯหรือ ครม.หรือนักการเมืองคงจะแก้ไขไม่ได้ แต่ต้องคนไทยทุกคน เสื้อเหลืองเสื้อแดงผมไม่อยากบอกว่า ใครถูกใครผิด เพราะเป็นความเชื่อของกลุ่มบุคคล แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ การไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ดังนั้นถ้าประชาชนจะเรียกร้องอะไรตามสิทธิรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อยากจะเรียกร้องว่า ควรคำนึงถึงการเรียกร้องตามกฎหมาย และคำนึงถึงว่า ยังไงเราก็เป็นคนไทยด้วยกัน เพราะการใช้ความรุนแรงเป็นการทำลายบ้านเมืองทั้งนั้น